|
เราได้หาข้อมูลคร่าว ๆ
เกี่ยวกับเขาหลวง
มาเป็นข้อมูลสำหรับนักเดินทางด้วย
ในดินแดนคาบสมุทรทางภาคใต้ของประเทศไทย
ในจังหวัดนครศรีธรรมราช
มีเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนทอดตัวเป็นแนวยาว
ในบริเวณนี้ส่วนที่เป็น
“เทือกเขานครศรีธรรมราช”
มี
“อุทยานแห่งชาติเขาหลวง”
เป็นมรดกทางธรรมชาติที่สำคัญที่สุด
ประกอบด้วย
“ยอดเขาหลวง”
เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในภาคใต้
มีสภาพธรรมชาติที่สมบูรณ์และสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคนี้
เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารหลายสายที่ไหลหล่อเลี้ยงผืนแผ่นดินภาคใต้ตอนกลาง
มีสถานที่รื่นรมย์สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ
เช่น น้ำตก ภูเขา ยอดเขา ทิวทัศน์
และที่สำคัญมีคุณค่าอันแท้จริงที่จะอำนวยประโยชน์ต่อมนุษยชาติ
คือ
มีความหลากหลายทางชีวภาพที่สูงยิ่ง
เขาหลวง
..เรายอมรับว่าเราได้ยินชื่อนี้มาหลายครั้งแล้ว
แต่ไม่เคยคิดจะเดินทางไปทำความรู้จักเลยสักครั้ง
แม้เราจะเติบโตมากับท้องนา ท้องไร่
แต่เราก็ยังคิดหนักสำหรับการใช้ชีวิตในป่า
แต่เมื่อถูกท้าทาย
สาวแมนอย่างเราจึงยอมไม่ได้
หมู้บ้านคีรีวง
เป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางขึ้นเขาหลวง
เราและผองเพื่อนจึงมุ่งเดินทาง
เพื่อให้ถึงหมู่บ้านก่อนค่ำ
เพื่อหาที่พักเอาแรงก่อนออกเดินทางในตอนเช้า
เรามีโอกาสได้พูดคุยกับเชาวบ้าน
จึงทราบว่าชาวคีรีวงเรียก เขาหลวง ว่า
“เขาใหญ่”
และเมื่อถามถึงการเดินขึ้นไปบนเขาหลวง
ชาวบ้านหลายคนกับส่ายหน้าว่าไม่เคยขึ้นไปสักครั้ง
“ไม่รู้จะไปทำไม
ขึ้นไปแค่ทำสวนก็พอแล้ว”
สำหรับคนที่นี่การพาตัวเองขึ้นไปบนเขาหลวงไม่ได้นำมาซึ่งความใกล้ชิกมากไปกว่าการเห็นภูเขาลูกนี้อยู่ในสายตาทุกค่ำเช้า
เราเริ่มต้นเดินป่าบริเวณจุดรับซื้อผลไม้
ริมคลองปลายปง
โดยมีชาวคีรีวงร่วมเดินทางไปกับเราด้วยในฐานะผู้นำทาง
อากาศร้อนอบอ้าว
เมื่อเข้าสู่ร่มแห่งเมฆฝนก่อนเดินข้าสู่เขตป่า
ล่วงเข้าบ่ายท้องฟ้าเริ่มมืด
อากาศหนักหน่วง
ทั้งเมฆกดทับลงบนภูเขาอีกฝาก
เราเดินเรียงแถวทิ้งระยะให้ห่างพอเห็นหลังไว
ๆ ทางเดินที่เปียกแฉะ และชันขึ้นทีละน้อย
ระหว่างทางเราจะพบกล้วยไม้ป่าอย่างกล้วยไม้สิงโต
เอื้องลีลา เมื่อขึ้นถึงสันเขา
เราต้องไต่ลงไปข้างล่างอีกครั้ง
เราหยุดพักตรงที่เป็นตาน้ำ
ก้อนหินเต็มไปด้วยมอส และพืชพรรณเล็ก ๆ
อย่างดาวดิน
อากาศเริ่มเย็นลงเพราะระดับความสูงกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย
ๆ
ฝนเริ่มตกแล้ว
เรารีบเดินเพื่อไปให้ถึงลานไทร
ซึ่งเป็นจุดตั้งแคมป์ที่เหมาะเพราะใกล้แหล่งน้ำและมีที่ราบพอให้กางเต็นท์และผูกเปล
เราพักค้างคืนกันที่ลานไทร
ขณะที่คนอื่นกำลังสาละวนกับการกางเต็นท์
เตรียมอาหาร
ฉันมองไปโดยรอบเพื่อสูดอากาศและชื่นชมกับธรรมชาติโดยรอบ
ฝนตกทั้งคืนจนทำให้เราอดหวั่นใจไม่ได้
กลัวว่าแคมป์เราจะละลายหายไปกับน้ำป่า
แต่เราก็ตื่นเช้ามาเห็นทุกอย่างอยู่ในสภาพเดิม
เราจึงทานอาหารเช้าง่าย ๆ
พร้อมจิบกาแฟซองที่เตรียมมา
ก่อนเก็บสัมภาระและเดินทางต่อ
เรามองเห็นเขาหลวงสูงทะมึนอยู่ด้านหน้า
เริ่มก็เริ่มต้นเผชิญความสูงชันของสันไม้แดงเพื่อไปให้ถึงลาน
ฮ
สันไม้แดง
เป็นทางขึ้นเขาที่ดูเหมือนไม่มีวันสิ้นสุด
ทางโค้งข้างหน้าหลอกเราตลอดเวลาว่าจะถึงสันเขาในไม่ช้า
คนนำทางบอกเราว่า
นี่เป็นช่วงที่โหดที่สุดของการเดินขึ้นเขาหลวง
ไม่มีที่ให้หยุดพัก
เราต้องเหนี่ยวกิ่งไม้ไว้เพื่อหยุดหอบหายใจ
ไม่ก็ยึดเอาก้อนหินใหญ่สำหรับเอนหลัง
ป่าดิบชื้นบนเขาไม่เปิดโอกาสให้แสงสว่างส่องมาถึง
นานทีเดียวกว่าเราจะมาถึงลาน ฮ ที่ราบเล็ก
ๆ ริมหน้าผา
เราวางสัมภาระแล้วเดินดิ่งลงไปยังหุบผามหาสดำ
สักพักใหญ่จึงออกไปยืนอยู่บนผาน้ำตกกลางหุบเขาที่ฟากหนึ่งเต็มไปด้วยมหาสดำขึ้นปะปนกับต้นไม้อื่นราวกับป่าโบราณ
เรากลับเข้าสู่ทางเดิมบนระดับความสูงนับพันเมตร
โอบล้อมด้วยป่าดิบเขาที่ส่งกระจายไอเย็นไปทั่ว
บ่ายจัดท้องฟ้าปลอดเมฆฝนเราก็ขึ้นไปถึงลาน
ดร.ชวลิต เพื่อทานมื้อกลางวัน
และได้มองเห็นพรรณไม้หายากนานาชนิดโดยรอบไม่ว่าจะเป็นบีโกเนีย
สิงโตพู่ทอง
ซึ่งเป็นกล้วยไม้ที่พบเห็นได้ยากพอ ๆ
กับเอื้องสายเสริต
ทางเดินทอดยาวชันขึ้นเรื่อย
ๆ เพื่อขึ้นไปสู่ป่าแคระบริเวณที่เรียกว่า
จอมน้อง
ซึ่งเป็นจุดชมดวงอาทิตย์ขึ้นสูงเป็นรองก็แต่ยอดเขาหลวงเท่านั้น
ไกลออกไปเราจะมองเห็นหมู่บ้านคีรีวงอยู่ในวงล้อมของขุนเขาอย่างแท้จริง
ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึง
ยอดเขาหลวง
หรือที่คนที่นี่เรียกกันว่า จอมพี่
บนเขาหลวงมีที่ราบไม่มากให้ตั้งแคมป์
เราตั้งแคมป์กันที่นี่
กลางคืนอากาศเย็นมาก ๆ เพราะอยู่บนยอดเขา
แม้ไออุ่นจากไฟก็แทบช่วยอะไรได้ไม่มาก
เราออกเดินทางจากเขาหลวงเกือบเที่ยงแล้ว
เส้นทางลงนั้นชันมาก ทำเอาเราเกือบแย่
ดีที่ขากลับเราพักที่ลานไทรอีกคืน
กว่าเราจะเดินทางมาถึงแคมป์ หนุ่ม ๆ
ก็ตั้งแคมป์เตรียมอาหารไว้หมดแล้ว
เราก็นั่งกินข้าวที่หนุ่มทำอย่างสุดฝีมือ
งานนี้เราเลยสบาย
กินเสร็จแล้วก็นอนพักเอาแรง
ก่อนเดินทางโค้งสุดท้าย
ลงสู่พื้นราบที่บ้านคีรีวงศ์
การเดินทางครั้งนี้ของเรา
ถือว่าคุ้มมาก สำหรับครั้งหนึ่งในชีวิต
ในความยากลำบาก
เราได้มิตรภาพและความผูกพัน
เราได้สัมผัสธรรมชาติ
และพบกับพรรณไม้นานาชนิดที่หาดูไม่ง่ายนัก
ถือเป็นอีกหนึ่งความทรงจำประทับใจในการเดินทางของเราเลย
เราตกลงนัดหมายกับเพื่อนว่า
เราจะกลับมาสร้างความทรงจำด้วยกันที่นี่ใหม่อีกครั้ง
สำหรับการเดินทางรูปแบบนี้
คุณต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการเดินป่าหนัก
ๆ ระยะเวลา 3 วัน 2 คืน
ต้องเตรียมอุปกรณ์สำคัญให้พร้อมด้วย
จะทำให้การอยู่ป่ามีความสุขมากขึ้น
ที่ขาดไม่ได้เลยคือกล้องสองตาจะช่วยให้เรามองเห็นกล้วยไม้นานาชนิดบนคาคบสูงลิบลิ่วได้
|