|
บ่อยครั้งที่คนเรามักเปรียบความรักเหมือนการเดินทาง
เพราะกว่าที่รักจะหนักแน่น ต้องผ่านทั้งสุขและทุกข์
ผ่านเรื่องราวผจญภัยมามากมาย สัปดาห์นี้
Honeymoon & Travel
ขอพาทุกท่านออกเดินทางล่องไปในรัฐ
New South Wales
ประเทศออสเตรเลีย
อันอุดมไปด้วยภูมิประเทศแปลกตา รวบรวมอารมณ์ สนุกสนาน
ตื่นเต้น และโรแมนติกเข้าไว้ด้วยกัน ที่สำคัญ
ที่นี่เต็มไปด้วยเรื่องรักระหว่างทาง
เดินทางออกจากซิดนีย์เพียงไม่กี่ชั่วโมง
ก็เข้าสู่อุทยานแห่งชาติ Blue
Mountains ในยุคที่ชาวตะวันตกเข้าสู่ออสเตรเลียใหม่
ๆ ทิวเขา Blue Mountains
นี่เองเป็นพรมแดนกั้นอาณานิคม
ซึ่งเมื่อแสงอาทิตย์ส่องที่ต้นยูคาลิปตัส
พันธุ์ไม้ที่มีมากในออสเตรเลีย
น้ำมันจากใบจะระเหยสะท้อนกับแสงแดด
ปกคลุมให้ทั้งทิวเขาเป็นสีฟ้า เป็นที่มาของชื่อ
Blue Mountains นั่นเอง
เมื่อลัดเลาะขึ้นไปจะได้พบกับฝูงจิงโจ้ตัวเล็กพันธุ์
Eastern Gray สีเทาหางดำ ซึ่งชาวพื้นเมืองเชื่อกันว่า
Eastern Gray
สามารถใช้หางดับไฟได้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องขำ ๆ
เล่นกันเล่น ๆ อีกว่า
เมื่อครั้งที่ชาวตะวันตกพบกับตัวประหลาดที่มีกรเป๋าหน้าท้องกระโดดไปมา
จึงถามชาวอะบอริจิ้นว่ามันคืออะไร ชาวพื้นเมืองตอบว่า
Ganggurru แปลว่า
“ไม่รู้ว่าอะไร”
แต่ชาวตะวันตกเข้าใจผิดคิดว่าเป็นชื่อของเจ้าตัวประหลาด
จิงโจ้จึงมีชื่อว่า Gangurru และเพี้ยนเป็น Kangaroo
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา (Blue
Mountains visitor information centre-Glenbrook โทร. 1300
653 408
ช่วงวันหยุด ชาวซิดนีย์มักเดินทางมาเที่ยวที่
Blue Mountains ดังนั้น
ที่นี่จึงมีที่พักให้เลือกหลากหลายแบบ หนึ่งในนั้นคือ
Lilianfels Blue Mountains Resort & Spa
โรงแรมระดับ 5 ดาวที่รวบรวมห้องพัก 85 ห้องไว้ภายใน
ทั้งยังเต็มไปด้วยเรื่องราวความรักของ Sir Frederick
Darley ต่อลูกสาวชื่อ Lillian ซึ่งจากไปก่อนวัยอันควร
จึงตั้งชื่อบ้านพักตากอากาศ ณ Blue
Mountains ว่า Lilianfels
ต่อมาขยายพื้นที่จนกลายเป็นโรงแรม
ส่วนบ้านพักหลังเดิมถูกปรับเป็นร้านอาหาร
Darley
ภายในตกแต่งในสไตล์วิกตอเรียน
เสิร์ฟอาหารออสเตรเลียรสอร่อยด้วยวัตถุดิบชั้นดี เช่น
สเต็กเนื้อลูกวัวราดด้วยน้ำเกรวี่ฝนเห็ดทรัฟเฟิลกกลิ่นหอมลงไป
ทานพร้อมไวน์รสเลิศ เป็นต้น Darley
เคยได้รับรางวัลจาก Australian Gourmet Traveler
Restaurant Guide และ Good Food Guide ในปี ค.ศ. 2006
ส่วนภายใน Lilianfels Blue Mountains Resort & Spa
ตกแต่งในสไตล์ Cozy รู้สึกอบอุ่นและเป็นมิตร
แม้เป็นคนหลับยากยังหลับสบายบนเตียงหนานุ่มของที่นี่
ช่วงเช้าในวันที่อากาศดีสามารถนั่งจิบกาแฟชมขอบโค้งของทิวเขา
Blue Mountains จากเฉลียงของ
Lilianfels นั่นเอง (www.lilianfels.com.au)
ลัดเลาะตามถนนในอุทยานแห่งชาติ Blue
Mountains ขึ้นไปก็จะถึง
Echo Point สามารถมองเห็น
Jamison Valley ซึ่งประกอบด้วยหน้าผาหิน และผืนป่าเขียวมองออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา
ไม่ไกลกันนั้นมีร้าน Solitary
ตั้งอยู่บนทำเลทองที่ชมทิวทัศน์ของ
Jamison Valley และภูเขา
Solitary ได้พร้อม ๆ กัน
ร้านอาหารแห่งนี้มีประวัตินับย้อนไปถึงยุค 20 ช่วงที่
Blue Mountains
เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่
ที่นี่เป็นเพียงซุ้มขายกาแฟและของว่างชื่อว่า
Solitary Kiosk ก่อนจะค่อย ๆ
ปรับปรุงและเปลี่ยนมือเจ้าของ
จนปัจจุบันเป็นของคู่สามีภรรยาซึ่งเนรมิตบรรยากาศ
Solitary
ให้โรแมนติกและอบอวลไปด้วยความเย้ายวนของธรรมชาติ (www.solitary.com.au)
Katoomba เป็นเมืองเล็ก ๆ
ซึ่งตั้งอยู่ในแถบ Blue Mountains
สิ่งแรกที่สะดุดตาคือบ้านเรือนสีสันสดใสในสไตล์ออสเตรเลียน
ส่วนใหญ่เป็นอาคารชั้นเดียวเพราะชาวเมืองคิดว่าอยู่ในพื้นที่กว้างใหญ่และไม่มีความจำเป็นที่ต้องปลูกบ้านสองชั้นเพราะถึงอย่างไรก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์
สะท้อนทัศนคติการอยู่อย่างพอเพียงของคนในชุมชนนี้
นอกจากนี้ Katoomba
เป็นเหมือนบ้านหลังที่ 2 ของบรรดาศิ ลปินชาวออสซี่
ด้วยส่วนผสมของสภาพอากาศ ภูมิประเทศ และอัธยาศัยของผู้คน
กลั่นออกมาเป็นอารมณ์ศิลปินที่สร้างสรรค์งานสวย ๆ
ให้ผู้มาเยือนได้ยลโฉมใน Katoomba
Fine Art แกลลอรี่หลังสีขาวขนาดไม่ใหญ่มาก
มีร้านอาหารเล็ก ๆ อยู่ด้านหน้า
ส่วนด้านในจัดแสดงงานศิลปะในแนว
Contemporary Art
ในวันที่พวกเราเดินทางไปถึงมีการแสดงงาน
Avant-gards dog
งานไม้ซึ่งนำมาประกอบเป็นประติมากรรมอารมณ์ดี (www.katoombafineart.com.au)
ถ้าความคิดถึงสื่อแทนได้ด้วยโปสการ์ดสักใบหรือภาพถ่ายสวย ๆ
คงไม่มีที่ใดเหมาะจะปรับโฟกัสเลนส์ไปหาได้เหมือนเมือง
Leura อีกแล้ว ที่นี่อยู่ไม่ไกลจาก
Katoomba นัก
บ้านเรือนหลังเล็ก ๆ แต้มสีด้วยสวนดอกไม้ชูช่อ
เป็นภาพที่เห็นได้ทุกแห่งหน ทุก ๆ
ปีจะมีการจัดมหกรรมการแต่งสวน ทำให้
Leura มีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า
“The Garden City”
นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารและร้านกาแฟระดับรางวัลหลายแห่ง
รวมไปถึง Leura Mall
ที่บรรจุร้านรวงน่ารัก ๆ เอาไว้มากมาย
ตั้งแต่สิ่งของประเภท Handmade
ของกระจุกกระจิก จนกระทั่งเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่แนว
Antique จากเอเชีย
โดยมีร้านที่โดดเด่นสะดุดตาชื่อว่า
Beyond time ขายของกระจุกกระจิกในสไตล์วินเทจ
เมื่อเปิดประตูเข้าไปในร้านจะพบกับสิ่งละอันพันละน้อยนับพันชิ้น
ส่วนใหญ่เป็นของเก่าสไตล์ตะวันตก
ด้านหน้าเป็นสวนสวยด้วยดอกไม้รูปร่างแปลกตาพันธุ์ออสเตรเลีย
ในวันอากาศดียังมีบริการ Afternoon
tea ให้ได้ด่ำดื่มบรรยากาศดี ๆ ยามบ่าย
สัญลักษณ์อย่างหนึ่งของ Blue
Mountains คือ The Three
Sisters ภูเขาหินขนาดใหญ่
สัญลักษณ์คล้ายคนตั้งเรียงกัน มีตำนานเล่าว่าในอดีต
ชนชาวอะบอริจิ้นเผ่า Katoomba
มีสาวงามสามพี่น้องชื่อ Meehni,
Wimlah และ Gunnedo
เกิดตกหลุมรักกับชายหนุ่มต่างเผ่า
จนกลายเป็นชนวนให้เกิดสงครามหมอผีแห่ง
Katoomba จึงเ สกให้สามพี่น้องกลายเป็นก้อนหินเพื่อความปลอดภัย
แต่แล้วหมอผีกลับเสียชีวิตระหว่างสงคราม
จึงไม่มีผู้ใดสามารถเสกสามพี่น้องให้กลับเป็นมนุษย์ได้อีกครั้ง
ก้อนหิน The Three Sisters
จึงตั้งอยู่เช่นนั้นตลอดมา
การเข้าชม The Three Sisters
อย่างใกล้ชิด ต้องไปที่ Scenic
World แต่เดิมบริเวณนี้เป็นเหมืองแร่เก่า
ดังนั้นรถรางที่ใช้บรรทุกถ่านหินจึงถูกปรับปรุงให้เป็นรถรางขนส่งนักท่องเที่ยว
นับว่าเป็นรถรางที่มีความชันที่สุดในโลก
ซึ่งจะวิ่งผ่านอุโมงค์ลงไปสู่ทิวป่าเบื้องล่าง
จากนั้นเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะทาง 2
กิโลเมตร
ให้ความรู้สึกเหมือนได้ย่างก้าวสู่ยุคดึกดำบรรพ์ด้วยป่าเฟิร์นหลากหลายชนิด
สองข้างทางมีการแสดงประวัติความเป็นมาของการทำเหมืองถ่านหินในอดีต
ก่อนจะนั่งกระเช้าลอยฟ้ามีที่พื้นล่างเป็นกระจกใส
สามารถมองเห็นยอดเฟิร์นต้นยักษ์แผ่ใบอ่อนปกคลุมผืนป่าอยู่ใต้ฝ่าเท้า
กระเช้าจะค่อย ๆ เคลื่อนเข้าใกล้
The Three Sisters จนมองเห็นผาหินที่อุดมด้วยตำนาน
(www.scenicworld.com.au)
สัปดาห์นี้ พอเท่านี้ก่อนนะคะ
สัปดาห์หน้าจะพาเดินทางไปสัมผัสแหล่งผลิตไวน์ขึ้นชื่อของออสเตรเลีย
แล้วคุณจะรู้ว่ารสรัก กับรสไวน์นั้นคล้ายกันได้อย่างไร
แล้วพบกันสัปดาห์หน้าค่ะ
|
ขอบคุณข้อมูลจาก
Honeymoon Travel |
|