February 5, 2012
Sign in   Register  
 
 

http://www.wedding.in.thMY WEDGUIDE & IDEASFASHIONJUST MARRIEDHONEYMOONDIRECTORYREAL WEDDINGWEB BOARDNEWSLETTER

หน้าแรก > Honeymoon
 

Love Down Under 3

 

 

ส่งหน้านี้ให้เพื่อน พิมพ์หน้านี้

Honeymoon & Travel สัปดาห์นี้ เป็นฉบับสุดท้ายแล้วนะคะที่เราจะอยู่ที่ออสเตรเลีย เราจะพาท่านไปรู้จักกับแหล่งท่องเที่ยวริมทะเลที่มีชื่อเสียงที่สุดของรัฐ เอาไว้ให้คุณหาโอกาสพาหวานใจเติมความหวานกันที่นี่นะคะ

เราออกเดินทางจาก Hunter Valley ประมาณชั่วโมงกว่า ๆ จะเข้าสู่ Port Stephens แหล่งท่องเที่ยวริมทะเลที่มีชื่อเสียงของรัฐ New South Wales โดยเฉพาะในเรื่องภูมิประเทศที่แปลกตา และสภาพแวดล้อมที่ยังคงความบริสุทธิ์ไว้อย่างสมบูรณ์ เริ่มตั้งแต่กิจกรรมผจญภัยที่ Sand Dune ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่หาด Stockton (www.portstephens.org.au)

อาณาจักรแห่งทรายที่ Stockton
เกิดจากแผ่นดินที่ยื่นออกไปในมหาสมุทร โดยไม่มีที่กำบัง ทำให้ลมจากมหาสมุทรพัดเอาทรายหลายร้อยตันเข้าสู่ชายหาด ใช้เวลาสั่งสมไม่น้อยกว่า 6 พันปี ครอบคลุมพื้นที่กว่า 32 กิโลเมตร สูง 30 เมตร เกิดเป็นภูเขาน้อยใหญ่ เวิ้งว้างราวกับอยู่กลางทะเลทราย หากแต่มีลมเย็น ๆ จากท้องทะเลพัดมาสัมผัสผิวกาย ทำให้ที่นี่เป็นฉากในภาพยนต์เกี่ยวกับทะเลทรายหลายเรื่อง ทั้ง Mad Max และ Sahara ทุก ๆ ปี Sand Dune จะขยับกินพื้นที่แผ่นดินทีละนิด จนต้องมีการขุดทรายไปขาย ซึ่งไกด์กระซิบว่าทรายเนื้อละเอียดจาก Stockton แห่งนี้ส่งออกไปขายที่หาดไวกิกิ บนเกาะฮาวายด้วย
 

กิจกรรมสุดมันบนชายหาดแห่งนี้คือการนั่งรถไฟวีลตะลุยไปตามยอดภูเขาทรายด้วยบริการระทึกใจจาก Moonshadow 4WD Tour ไกด์หนุ่มผิวกรำแดดผู้สวมหน้าที่คนขับด้วยกล่าวทักทายอย่างอารมณ์ดีก่อนที่จะขึ้นไปประจำที่พร้อมคาดเข็มขัดนิรภัย เมื่อเครื่องยนต์สตาร์ท รสชาติของ Sand Dune ก็เริ่มต้น ที่นั่งที่เคยอยู่นิ่งกลับกระเด้งกระดอนไปมาไปตามเนินทรายสูงต่ำ โดยมีไกดิ์เล่าถึงจุดสำคัญของสถานที่แห่งนี้ สองข้างทางเป็นผืนทรายกว้างใหญ่ นั่งรถได้สักพักก็ไปถึงยอดภูเขาทรายลูกใหญ่ สถานที่ประกอบกิจกรรมที่มีชื่อเสียงแห่ง Sand Dune นั่นก็คือการเล่น sand boarding ให้คณะลูกทัวร์วัดใจว่าจะกล้าลื่นไถลลงจากหน้าผาทรายที่สูงชันหรือไม่ โดยไกด์แนะนำว่าให้นั่งชันเข่าและใช้แขนทั้งสองข้างแตะทรายสำหรับทรงตัว จากนั้นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่แรงโน้มถ่วงของโลกคอยดึงตัวเราลงสู่เบื้องล่างพร้อมความรู้สึกวูบวาบที่หน้าห้อง จากความกลัวกลายเป็นความสนุกจนอยากจะเดินขึ้นไปขอเล่นอีกสักรอบ (www.moonshadow.com.au)

Tin City
เป็นหมู่บ้านหนึ่งเดียวใน Sand Dune มีกระท่อมสร้างจากสังกะสีทั้งหมด 11 หลัง ผู้อาศัยต้องอยู่ในสภาพเดียวกับการอยู่ในทะเลยทราย คือ มีน้ำจืดน้อย และต้องขุดทรายที่พัดมาถมบ้านเรือนปีละประมาณ 1 เมตร โดยแหล่งพลังงานไฟฟ้าใน Tin City คือพลังงานแสงอาทิตย์ แม้จะอยู่ท่ามกลางความทรหด แต่ Tin City ก็มีข้อดีตรงที่ไม่เสียค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าที่ดิน เพราะรัฐบาลอนุญาตให้อยู่ฟรีและเป็นสมบัติให้ตกทอดได้ แต่ไม่อนุญาตให้สร้างเพิ่ม ปัจจุบันมีชาวเมืองที่อยู่ประจำใน Tin City และบางส่วนใช้ที่นี่เป็นบ้านพักตากอากาศ
 

หลังจากเหนื่อยอ่อนจากการผจญภัยที่ Sand Dune ถึงเวลาเข้าพักที่โรงแรม Salamander Shores ตั้งอยู่บน Salamander bay แรกได้ยินชื่ออาจคิดว่าชายหาดแห่งนี้เต็มไปด้วยกิ้งก่ายักษ์ แต่ความจริงแล้ว Salamander เป็นชื่อเรือที่เคยอับปาง ณ อ่าวแห่งนี้ต่างหาก เมื่อออกมายืนที่ระเบียงห้อง นกแก้วสีสวยบินมาเกาะที่รั้วดูคุ้นเคยกับคนอย่างไม่น่าเชื่อ จากนั้นทางอาหารมื้อค่ำกับ Mr.John และ Mrs.Helen Bates เจ้าของโรงแรมผู้อาสาเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารทะเลมื้อใหญ่พร้อมด้วยไวน์รสอร่อย ตามด้วยบทสนทนาน่าประทับใจ “ฉันหลงรักเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน ฉันบอกกับเพื่อนเลยว่า ผู้ชายคนนี้เป็นผู้ชายที่ฉันจะแต่งงานด้วย” คุณเฮเลนมองคุณจอห์นพร้อมยื่นมือไปสัมผัสสามีอย่างแผ่วเบา เป็นภาพในความทรงจำที่มาจากคำถามง่าย ๆ ว่าคุณรักกันได้อย่างไร ทั้งคู่เจอกันในงานเต้นรำของโบส์ในท้องถิ่น แรก ๆ ฝ่ายชายต้องฝ่าด่านครอบครัวของฝ่ายหญิงหนักเอาการเพราะเธอเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้าน และแต่งงานตั้งแต่อายุขึ้นเลข 2 จนตอนนี้อายุขึ้นเลข 6 แล้วก็ยังรักกันอยู่ ก่อร่างสร้างตัวด้วยการเปิดโรงแรมตั้งแต่ที่นี่ยังไม่มีชื่อเสียง จนปัจจุบันคุณจอห์นมีโรงแรมในเครือประมาณ 3-4 แห่ง ทั่วออสเตรเลีย สองสามีภรรยาใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่ที่ Nelson bay เดินทางเพียง 10 นาทีจากบ้านก็มาถึงโรงแรมอันเป็นตำนานรักของทั้งคู่แล้ว ทุก ๆ วัน เวลา 8 โมงเช้า คุณเฮเลนจะมาให้อาหารนกแก้วในสวนของโรงแรม เฉลยความสงสัยว่าทำไมนกแก้วที่นี่ถึงเชื่องนัก (www.salamander-shores.com)
 

ห่างจาก Salamander bay คือ Nelson bay อันสงบเงียบ ด้วยเหตุผลข้อนี้เองที่ดึงดูดให้ผู้มีอันจะกินสร้างบ้านพักหลังงามอยู่ริมหาด ไม่ไกลนักมีอู่จอดเรือยอชต์ตั้งอยู่ใน Peppers Anchorage Port Stephens โรงแรมระดับ 5 ดาว มีห้องพักกว่า 80 ห้อง ทั้งยังมีวิลล่าแบบ Sea view ให้ได้ดื่มด่ำกับน้ำทะเลใส และความหรูหราจากท่าเรือยอร์ขที่อยู่ตรงหน้า (www.peppers.com.au)

สิ่งหนึ่งที่ต้องยกนิ้วให้สำหรับ Port Stephens คือ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ที่นี่เป็นจุดหมายแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง ดังนั้น เช้าวันรุ่งขึ้น ตารางนัดอันแน่เอี้ยด จึงยกให้กับปลาโลมา โดยลงเรือ Dolphin Watch and Boomnetting Cruise ของบริษัท Moonshadow ล่องไปในอ่าว Nelson bay ที่นี่มีปลาโลมาอาศัยอยู่ประมาณ 160 ตัว ส่วนช่วงเดือนพฤศจิกายน ปลาวาฬจากมหาสมุทรจะมาเยือนอ่าวแห่งนี้ด้วย โดยมีข้อบังคับว่าเรือไม่สามารถเข้าใกล้ปลาได้ ยกเว้นแต่ปลาว่ายเข้ามาใกล้เรือเอง แต่ละช่วงเวลาเรือจะเข้าไปในอ่าวได้เพียง 3 ลำ ลำละ 20 นาที เพื่อไม่ให้รบกวนความเป็นอยู่ของปลาจนเกินไป ส่วนขากลับตาข่ายที่ท้ายเรือจะลดระดับเลียดน้ำทะเลให้ผู้โดยสารสัมผัสน้ำเย็นเฉียบของมหาสมุทรแปซิฟิก (www.moonshadow.com.au)
 

ก่อนเดินทางกลับซิดนีย์ ต้องไม่ลืมแวะที่ Port Stephens Winery & Boutique Wine Centre แหล่งผลิตไวน์ใกล้ทะเลซึ่งผู้ที่เคยจิบไวน์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจะได้กลิ่นอายทะเลอ่อน ๆ ลอยมาแตะจมูก ที่นี่ค่อนข้างคุ้นเคยกับชาวเอเชียเป็นอย่างดี เพราะเป็นลูกค้าประจำที่คอยแวะเวียนมาซื้อไวน์เป็นของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้านเสมอ (www.portstephenswinery.com)

การเดินทางของเราที่ออสเตรเลียได้สิ้นสุดลงแล้ว หวังว่าคงเป็นแรงผลักดันให้หลายท่านเตรียมแพ็คกระเป๋าออกเดินทางไปพักผ่อน เก็บเกี่ยวประสบการณ์กันบ้างไม่มากก็น้อย เพราะทุกครั้งที่เราออกเดินทาง เราจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เสมอ เป็นการเติมพลังให้ชีวิตเรามีแรงก้าวเดินต่อไปค่ะ แล้วเตรียมตัวพบกับการเดินทางครั้งใหม่ของเราได้ สัปดาห์หน้าค่ะ


 
Travel Note
How to Get There
วีซ่า : ยื่นขอวีซ่าได้ที่ อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้น 34 ถ.สาทรใต้ กรุงเทพฯ เปิดบริการ วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-15.00 น. เวลา จ่ายหนังสือเดินทาง 15.00-16.30 น. โทร. 0 2672 3476-9

เอกสารประกอบการขอวีซ่า
1. แบบฟอร์มวีซ่า 1 ชุด
2. หนังสือเดินทาง (อายุไม่น้อยกว่า 6 เดือน)
3. บัตรประชาชน
4. รูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว จำนวน 2 รูป
5. หนังสือรับรองการเป็นพนักงาน
6. ค่าธรรมเนียม 2,200 บาท (แลกเป็นนแคชเชียร์เช็ค หรือแบงค์ดราฟท์สั่งจ่าย “สถานทูตออสเตรเลีย กรุงเทพฯ)
7. หลักฐานด้านการเงิน
หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.vfs-au.net/thai/


เวลา :
เวลาที่ออสเตรเลียเร็วกว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมงในฤดูร้อน (Daylight saving) ในฤดูอื่น ๆ 3 ชั่วโมง
ค่าเงินตรา : 1 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ประมาณ 27.9 บาท
กระแสไฟฟ้า : ออสเตรเลียใช้กระแสไฟฟ้าเท่าประเทศไทย แต่ใช้เต้าเสียบที่แตกต่างออกไป ควรนำอะแดบเตอร์ไปด้วย
สายการบิน : สายการบินแควนตัส เจ้าของ 2 รางวัลจากสมาคมด้านความบันเทิงภายในสายการบินแห่งโลก (World Airline Entertainment Association) ได้แก่ รางวัลคู่มือบันเทิงยอดเยี่ยมด้านความบันเทิงภายในเครื่องบินและรางวัลระบบความบันเทิงภายในเครื่องบิน ณ ที่นั่งที่ยอดเยี่ยมที่สุด คัดสรรจากคณะกรรมการอิสระจากสมาชิกชาติต่าง ๆ 23 ราย โดยพิจารณาจากความบันเทิงด้านเสียงวิดีโอ สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ออินเตอร์แอคทีฟอื่น ๆ บินตรงจากกรุงเทพฯ ถึงซิดนีย์ทุกวัน สอบถามรายละเอียดการให้บริการสายการบินได้ที่หมายเลข 0 2627 1700 หรือ 0 2234 0031-4
 

Tips
-สถานที่ท่องเที่ยวของออสเตรเลียจะมีศูนย์ Information คอยให้ข้อมูลข่าวสารและจัดแพ็คเกจทัวร์ให้นักท่องเที่ยว สังเกตได้จากตัวอักษร i สีฟ้า ให้บริการ 364 วันต่อปี หยุดในวันคริสต์มาสเพียงวันเดียว
-บริเวณ Nelson รัฐบาลรณรงค์ให้ยกเลิกการทำประมงโดยลงทุนซื้อสัมปทานการประมงทั้งหมดเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยนโยบายมาจากการทำประชามติโดยมีศูนย์ Information เป็นศูนย์กลาง
-ครีมกันแดดและน้ำหอมจากมนุษย์ทำให้ปลาโลมาและสัตว์น้ำแสบตา ดังนั้นการนั่งตาข่าวจึงนิยมเล่นช่วงขากลับ
-การท่องเที่ยว Port Stephens จัดทำแผนที่น่ารัก ๆ เรียกว่า Marriage saving map เป็นแผ่นที่เข้าใจง่าย นำสัญลักษณ์บนท้องถนนมาเป็นจุดสังเกต ขจัดปัญหาความขัดแย้งในรถเมื่อบอกทางผิดพลาด


 

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ Honeymoon & Travel


 

 
 
 

 

 Wedding in Thailand Home | My Wedding | Planning | Fashion | Beauty | Just Married | Travel | Shopping | Web Board | Newsletter | Advertise | Contact Us
 Wedding Planner Co., Ltd. 169/86 Ratchadapisek Rd. , Dindang Bangkok 10400  Tel : 02 692 9178-9 , 089 113 3833 , 085 164 8292 >Fax : 02 692 9179   Contact : info@wedding.in.th
Office Wedding Cartoon  Animation Tel : 081 551 2265 , 082 566 9622
 Copyright 2003-2009 Wedding Planner Co.,Ltd.