|
นอร์เวย์
“ถ้าเป็นกษัตริย์แล้วต้องถูกฝังเช่นนี้ละก็
ฉันคงขอเป็นแค่คนธรรมดาที่ได้ฝังลงใต้พื้นดินเคียงข้างกับคนรักมากกว่า
เพราะอย่างน้อย นิรันดร์ของฉันก็ไม่โดดเดี่ยว”
ทันทีที่ปลายเท้าสัมผัสกรุงออสโล นครหลวงของนอร์เวย์
เจ้าลมวายร้ายก็หอบเอาความหนาวมาปะทะกับสองข้างแก้ม
อากาศยามนี้เย็นยะเยือกจนถึงกับหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่ได้ราวกับอลิสที่หลุดเข้ามาในดินแดนมหัศจรรย์
เรารีบสาวเท้าไปตามทาง หวังให้ทันกับกระต่ายน้อยที่กระโดดนำไป
เดินไม่กี่ก้าวสายตาก็ไปปะกับซากเรือไม้โบราณขนาดใหญ่ของชาวไวกิ้งที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ไวกิ้งสกินส์ฮูเชท์
(Vikingskipshuset) ช่วงเวลานั้นสมองกลับว่างเปล่า
สายตาจับจดอยู่ที่ซากเรือโบราณ ฉันค่อยๆ
เขยิบเข้าใกล้หัวเรือหลังจากที่ยืนนิ่งมาได้เป็นระยะหนึ่ง
เรือลำนี้นับว่าสวยเฉียบจริงๆ
ยิ่งบริเวณหัวเรือที่ขมวดเป็นวงคล้ายหัวมังกรยิ่งสุดยอด
พลันสองขาก็ก้าวไปยังห้องเล็กๆ หวังจะค้นหาสิ่งที่ไม่เคยเห็น
แล้วก็พบซากเรือที่ไม่สมบูรณ์
เชื่อว่าครั้งหนึ่งมันเคยยิ่งใหญ่ผงาดอยู่เหนือน่านน้ำแห่งคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย
เราก้าวเข้าประตูมากมายจนได้พบกับเรือลำมหึมา
เรือลำนี้ออกจะยาวกว่าลำแรก
ส่วนปลายหัวเรือก็แหลมชี้โค้งขึ้นไปบนฟ้า
ท้องเรือมีศพชายหนุ่มกับข้าวของเครื่องใช้กระจัดกระจายอยู่เต็มลำเรือ
อ่านดูที่ป้ายเห็นเขียนไว้ว่า กษัตริย์แห่งไวกิ้ง อืม...ถ้าเป็นกษัตริย์แล้วต้องถูกฝังเช่นนี้ละก็
ฉันคงขอเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่ได้ฝังลงใต้พื้นดินเคียงข้างกับคนรักมากกว่า
เพราะอย่างน้อย นิรันดร์ของฉันก็ไม่โดดเดี่ยว
นอกจากการสร้างเรือไม้แบบเข้าสลักแล้ว ชาวนอร์เวย์ยังเรียนรู้การนำพืชลักษณะคล้ายต้นกกบ้านเรามามัดติดกันเป็นลำเรือ
มีเสากระโดงขึงผ้าใบผืนโตไว้รอรับสายลมที่พัดผ่านเข้ามา
แล้วพาลำเรือแล่นตัดผ่านผืนน้ำสีคราม
ย้อนรอยไปตามเส้นทางการเดินเรือของพวกโพลินีเซีย
เรือแบบนี้มีมากในพิพิธภัณฑ์ คอน ติกิ (Kon-tiki Museum)
เราเดินอยู่ในคอน ติกกิ ได้สักพัก กระต่ายน้อยก็พาฉันไปที่ต่อไป
เราเดินเข้าไปใน นอร์ซ โฟล์กมิวเซียม (Norsk Folkemuseum)
แล้วก็ต้องตะลึงกับเครื่องไม่ใช้สอยโบราณจากถิ่นต่างๆ ทั่วนอร์เวย์
ที่นี่ออกจะแปลกและพิเศษกว่าพิพิธภัณฑ์อื่นๆ ที่เราไปกันมา
พอก้าวพ้นประตูศิลปกรรม
กระต่ายน้อยก็จูงมือฉันเข้าไปในหมู่บ้านเล็กๆ
ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นไอของธรรมชาติ เสียงนกร้องขับขาน
แมกไม้น้อยใหญ่นานาพันธุ์
เราก้าวย่างไปบนพื้นดินจนถึงหมู่บ้านเล็กๆ
หมู่บ้านแห่งนี้มีบ้านเรือนจากทั่วทุกมุมเมืองของนอร์เวย์
ชาวบ้านที่นี่แต่งกายด้วยชุดประจำถิ่น
ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสและให้การต้อนรับกับพวกเรา
ลึกเข้าไปในหมู่บ้าน เราเจอโบสถ์ไม้ (Stave Church) หลังหนึ่ง
ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหมู่สนน้อยใหญ่ หลังคาโบสถ์ซ้อนเป็นชั้นๆ
อย่างกับหลังคาของวัดจีน ดูท่าอายุอานามจะมากอยู่
แต่ตังโบสถ์ก็ยังคงแข็งแรงดี กระต่ายน้อยเดินชมรอบๆ โบสถ์
ส่วนฉันก้าวเข้าไปข้างใน คุกเข่าหน้าพระแท่นแล้วภาวนาต่อพระองค์
ขอให้ความรักของเรามั่นคงเหมือนคู่รักหลายพันคู่ที่เคยมาสาบานรักในโบสถ์แห่งนี้
เราเดินจูงมือกันจนถึงทางออก
แต่กว่าจะเดินมาถึงก็เล่นเอาหมดแรงไปตามๆ กัน แต่ก็คุ้มนะ
คุ้มกับการได้มาเห็นอะไรใหม่ๆ ที่หาไม่ได้ในวันที่จำเจของชีวิต
คิดถึงตรงนี้
ท้องเจ้ากรรมก็เริ่มจะส่งเสียงครางออกมาประจานนายของมัน มือที่จูงๆ
กันอยู่ก็ต้องรับปล่อยแล้วเดินเลี่ยงออกมา
ก็แหมถ้ากระต่ายน้อยได้ยิน ฉันคงเขินแย่เลย
แต่อ๊ะ...ดูท่าจะไม่ทันซะแล้ว
ขาสองข้างเริ่มซอยถี่ขึ้น ส่วนสายตาก็เริ่มสอดส่าย เหลียวซ้ายแลขวา
ก็ร้านอาหารในออสโลมีมากจริงๆ
นี่นาแถมยังหลากหลายอีกด้วยแบบว่าถ้าอยากกินอาหารจีนรสชาติถูกปากคนไทยละก็
ต้องไปกินที่ร้านไชน่าทาวน์ที่อยู่ติดกับรัฐสภา อาหารราคาไม่แพงมาก
แต่มื้อนี้เราเลือกทานสตูว์กวางเอลค์กันที่ร้าน Grand Café บนถนน
Kari Johansgate 31 ตบท้ายด้วยขนมพาสตี้กับกาแฟอุ่นๆ คนละแก้ว
ฉันลอบมองหน้ากระต่ายน้อยก่อนจะก้มหน้าก้มตาดื่มกาแฟในแก้วให้หมด
แหม อุ่นไปถึงในใจเลยค่ะ
เรานั่งรถออกนอกตัวเมืองจนไปถึงลานกระโดดสกี โฮล์เม่นโคลล์ บาคเค่น
(Holmenkoll bakken) เพื่อชมการแข่งขันสกีโฮล์เม่นโคลท่ามกลางปุยหิมะ
ลู่กระโดดของที่นี่เป็นลานยาวเทลาดลงไปที่สระน้ำ
ซึ่งตอนนี้จับตัวแข็งเป็นลานน้ำแข็งขนาดใหญ่ จู่ๆ
กระต่ายน้อยก็ส่งเสียงเจื้อยแจ้วขึ้นมาว่า
เห็นลานสกีนี้แล้วหวนคิดถึงพระเจ้าโอลาฟที่ห้า
ท่านทรงหลงใหลการเล่นสกีมากจะเสด็จมาที่นี่ทุกหน้าหนาวและทุกครั้งที่เสด็จจะมีหมาน้อยคู่ใจคอยอารักขาด้วย
พระจริยวัตรทรงสกีจึงกลายมาเป็นภาพคุ้นตาของชาวกรุงมออสโลจนถึงกับมีการสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อเป็นพระเกียรติแด่พระองค์
นั่นไงดูสิ ฉันมองไปตามทางที่กระต่ายน้อยชี้ เห็นพระเจ้าโอลาฟที่ห้ากำลังทำท่ากระโดดสกี
เห็นแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า ท่านคงจะเมื่อยแย่

เห็นผู้ชนะโบกมือไหวๆ เราจึงได้ลุกขึ้นไปชมพิพิธภัณฑ์สกี (Skimuseet)
ที่ตั้งอยู่ละแวกนั้น โชคดีที่ใบโบชัวร์มีภาษาอังกฤษด้วย ไม่งั้นฉันคงแย่
พออ่านแล้วก็อดทึ่งในความสามารถของคนโบราณไม่ได้
เราเดินไปตามห้องต่างๆ พบอุปกรณ์ต่างๆ เกี่ยวกับสกีตั้งแต่เมื่อ
4,000 ปีก่อนเรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบัน
เดินชมอยู่พักใหญ่ก็ตัดสินใจกลับไปพักเหนื่อยที่โรงแรมโอเปร่าเรนโบว์
ซึ่งตั้งอยู่ติดกลับสถานีรถไฟ ในกรุงออสโล
รุ่งขึ้นท้องฟ้าแจ่มใส
กระต่ายน้อยพาฉันขึ้นไปชมทิวทัศน์รอบเมืองออสโลกันที่หอคอยทรีวานน์สตอร์เนท์จากหอคอยมองลงมาเห็นภาพบ้านเรือน
ถนนหนทาง วิถีชีวิตของชาวเมือง
ตลอดจนการเดินทางของธารน้ำที่ไหลจากภูเขาน้ำแข็ง
ซึ่งโดนความร้อนจากแสงแดดเผาจนละลายกลายเป็นฟยอร์ดรอบออสโล
เห็นฟยอร์ดสวยขนาดนั้นก็อดไม่ได้ที่จะชวนกันไปขึ้นเรือเฟอร์รี่ที่ท่าเรือใกล้กับกาเคอร์บริคเกอ
เต็มอิ่มกับธรรมชาติมาพอสมควรแล้ว
เราจึงตัดสินใจไปชมความงามของศิลปะบ้าง
สถานที่แรกที่ตั้งใจจะไปก็คือ พิพิธภัณฑ์เอมานูเอล วิเกอลานด์
หนึ่งในจิตรกรเอกของนอร์เวย์ ขณะเดินชมภาพอยู่ดีๆ
เจ้ากระต่ายก็พูดขึ้นมาว่า “ชีวิตมนุษย์แสนสั้นนัก”
ใช่เลยภาพของนายเอมานูเอลให้อารมณ์นั้นจริงๆ
พอฟังคำพูดนี้แล้วก็รู้สึกใจคอไม่ดี
ก็มีอะไรตั้งมากมายที่ฉันอยากจะทำ แต่ยังไม่เคยได้เริ่มต้น
ต่อจากนี้ฉันคงต้องลงมือทำอย่างจริงจังเสียที
เพราะอย่างน้อยฉันก็ไม่ต้องมานั่งเสียใจที่วันพรุ่งนี้หายไป
แล้วคุณจะคิดเหมือนฉันหรือเปล่า
จะว่าไปวิเกอลานด์นับเป็นตระกูลแห่งศิลปิน เพราะนอกจากเอมานูเอลคนพี่ที่โด่งดังด้านจิตรกรรมแล้ว
กุสตาฟคนน้องก็จัดว่าเป็นศิลปินที่ล้ำเลิศ
แต่เป็นด้านประติมากรรมนะ
ว่ากันเขาใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตในการสร้างสรรค์งานประติมากรรมรูปมนุษย์ตามมุมๆ
ต่างๆ รอบอุทยานฟอร์คเนอร์ ผลงานที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นโมโนลิท
(Monolith)
ประติมากรรมเสาหินแกรนิตรูปมนุษย์ที่ตั้งอยู่ใจกลางอุทยาน
ยิ่งในฤดูใบไม้ผลิสีสันของแมกไม้และมวลดอกไม้แรกแย้มที่ปลูกอยู่ในสวนนั้นยิ่งช่วยส่งให้งานดูโดดเด่น
เราจูงมือกันชมความงามในอุทยาน
เดินไปได้ครึ่งทางฉันก็นั่งพักใต้ร่มเงาไม้
มีกระต่ายน้อยนอนหนุนตัก ฟังเสียงนกร้อง
พลางนึกถึงความรู้สึกเมื่อแรกมาว่าอากาศของนอร์เวย์ออกจะเย็นไปซักหน่อย
แต่มานะวันนี้ ฉันกลับรู้สึกว่า อากาศที่นี่อบอุ่นที่สุดเลยค่ะ
|