February 8, 2012
Sign in   Register  
 
 

http://www.wedding.in.thMY WEDGUIDE & IDEASFASHIONJUST MARRIEDHONEYMOONDIRECTORYREAL WEDDINGWEB BOARDNEWSLETTER

หน้าแรก > Honeymoon

"สแกนดิเนเวีย"
ดินแดนที่น่าพิศวงของยุโรป (ตอนที่ 2)


Honeymoon & Travel
สัปดาห์นี้ เป็นตอนต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว ที่เราได้แนะนำดินแดนที่น่าพิศวงของยุโรปให้ท่านได้รู้จักไปแล้วส่วนหนึ่ง ครั้งนี้เป็นอีก 3 ประเทศของดินแดน “สแกนดิเนเวีย” ซึ่งแต่ละประเทศก็มีความโดดเด่น น่าพิศวงไม่แพ้กันเลยล่ะค่ะ

 นอร์เวย์

“ถ้าเป็นกษัตริย์แล้วต้องถูกฝังเช่นนี้ละก็ ฉันคงขอเป็นแค่คนธรรมดาที่ได้ฝังลงใต้พื้นดินเคียงข้างกับคนรักมากกว่า เพราะอย่างน้อย นิรันดร์ของฉันก็ไม่โดดเดี่ยว”

ทันทีที่ปลายเท้าสัมผัสกรุงออสโล นครหลวงของนอร์เวย์ เจ้าลมวายร้ายก็หอบเอาความหนาวมาปะทะกับสองข้างแก้ม อากาศยามนี้เย็นยะเยือกจนถึงกับหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่ได้ราวกับอลิสที่หลุดเข้ามาในดินแดนมหัศจรรย์ เรารีบสาวเท้าไปตามทาง หวังให้ทันกับกระต่ายน้อยที่กระโดดนำไป เดินไม่กี่ก้าวสายตาก็ไปปะกับซากเรือไม้โบราณขนาดใหญ่ของชาวไวกิ้งที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ไวกิ้งสกินส์ฮูเชท์ (Vikingskipshuset) ช่วงเวลานั้นสมองกลับว่างเปล่า สายตาจับจดอยู่ที่ซากเรือโบราณ ฉันค่อยๆ เขยิบเข้าใกล้หัวเรือหลังจากที่ยืนนิ่งมาได้เป็นระยะหนึ่ง เรือลำนี้นับว่าสวยเฉียบจริงๆ ยิ่งบริเวณหัวเรือที่ขมวดเป็นวงคล้ายหัวมังกรยิ่งสุดยอด

พลันสองขาก็ก้าวไปยังห้องเล็กๆ หวังจะค้นหาสิ่งที่ไม่เคยเห็น แล้วก็พบซากเรือที่ไม่สมบูรณ์ เชื่อว่าครั้งหนึ่งมันเคยยิ่งใหญ่ผงาดอยู่เหนือน่านน้ำแห่งคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย เราก้าวเข้าประตูมากมายจนได้พบกับเรือลำมหึมา เรือลำนี้ออกจะยาวกว่าลำแรก ส่วนปลายหัวเรือก็แหลมชี้โค้งขึ้นไปบนฟ้า ท้องเรือมีศพชายหนุ่มกับข้าวของเครื่องใช้กระจัดกระจายอยู่เต็มลำเรือ อ่านดูที่ป้ายเห็นเขียนไว้ว่า กษัตริย์แห่งไวกิ้ง อืม...ถ้าเป็นกษัตริย์แล้วต้องถูกฝังเช่นนี้ละก็ ฉันคงขอเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่ได้ฝังลงใต้พื้นดินเคียงข้างกับคนรักมากกว่า เพราะอย่างน้อย นิรันดร์ของฉันก็ไม่โดดเดี่ยว

นอกจากการสร้างเรือไม้แบบเข้าสลักแล้ว ชาวนอร์เวย์ยังเรียนรู้การนำพืชลักษณะคล้ายต้นกกบ้านเรามามัดติดกันเป็นลำเรือ มีเสากระโดงขึงผ้าใบผืนโตไว้รอรับสายลมที่พัดผ่านเข้ามา แล้วพาลำเรือแล่นตัดผ่านผืนน้ำสีคราม ย้อนรอยไปตามเส้นทางการเดินเรือของพวกโพลินีเซีย เรือแบบนี้มีมากในพิพิธภัณฑ์ คอน ติกิ (Kon-tiki Museum) เราเดินอยู่ในคอน ติกกิ ได้สักพัก กระต่ายน้อยก็พาฉันไปที่ต่อไป

เราเดินเข้าไปใน นอร์ซ โฟล์กมิวเซียม (Norsk Folkemuseum) แล้วก็ต้องตะลึงกับเครื่องไม่ใช้สอยโบราณจากถิ่นต่างๆ ทั่วนอร์เวย์ ที่นี่ออกจะแปลกและพิเศษกว่าพิพิธภัณฑ์อื่นๆ ที่เราไปกันมา พอก้าวพ้นประตูศิลปกรรม กระต่ายน้อยก็จูงมือฉันเข้าไปในหมู่บ้านเล็กๆ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นไอของธรรมชาติ เสียงนกร้องขับขาน แมกไม้น้อยใหญ่นานาพันธุ์ เราก้าวย่างไปบนพื้นดินจนถึงหมู่บ้านเล็กๆ หมู่บ้านแห่งนี้มีบ้านเรือนจากทั่วทุกมุมเมืองของนอร์เวย์ ชาวบ้านที่นี่แต่งกายด้วยชุดประจำถิ่น ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสและให้การต้อนรับกับพวกเรา

ลึกเข้าไปในหมู่บ้าน เราเจอโบสถ์ไม้ (Stave Church) หลังหนึ่ง ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหมู่สนน้อยใหญ่ หลังคาโบสถ์ซ้อนเป็นชั้นๆ อย่างกับหลังคาของวัดจีน ดูท่าอายุอานามจะมากอยู่ แต่ตังโบสถ์ก็ยังคงแข็งแรงดี กระต่ายน้อยเดินชมรอบๆ โบสถ์ ส่วนฉันก้าวเข้าไปข้างใน คุกเข่าหน้าพระแท่นแล้วภาวนาต่อพระองค์ ขอให้ความรักของเรามั่นคงเหมือนคู่รักหลายพันคู่ที่เคยมาสาบานรักในโบสถ์แห่งนี้ เราเดินจูงมือกันจนถึงทางออก แต่กว่าจะเดินมาถึงก็เล่นเอาหมดแรงไปตามๆ กัน แต่ก็คุ้มนะ คุ้มกับการได้มาเห็นอะไรใหม่ๆ ที่หาไม่ได้ในวันที่จำเจของชีวิต คิดถึงตรงนี้ ท้องเจ้ากรรมก็เริ่มจะส่งเสียงครางออกมาประจานนายของมัน มือที่จูงๆ กันอยู่ก็ต้องรับปล่อยแล้วเดินเลี่ยงออกมา ก็แหมถ้ากระต่ายน้อยได้ยิน ฉันคงเขินแย่เลย แต่อ๊ะ...ดูท่าจะไม่ทันซะแล้ว

ขาสองข้างเริ่มซอยถี่ขึ้น ส่วนสายตาก็เริ่มสอดส่าย เหลียวซ้ายแลขวา ก็ร้านอาหารในออสโลมีมากจริงๆ นี่นาแถมยังหลากหลายอีกด้วยแบบว่าถ้าอยากกินอาหารจีนรสชาติถูกปากคนไทยละก็ ต้องไปกินที่ร้านไชน่าทาวน์ที่อยู่ติดกับรัฐสภา อาหารราคาไม่แพงมาก แต่มื้อนี้เราเลือกทานสตูว์กวางเอลค์กันที่ร้าน Grand Café บนถนน Kari Johansgate 31 ตบท้ายด้วยขนมพาสตี้กับกาแฟอุ่นๆ คนละแก้ว ฉันลอบมองหน้ากระต่ายน้อยก่อนจะก้มหน้าก้มตาดื่มกาแฟในแก้วให้หมด แหม อุ่นไปถึงในใจเลยค่ะ

เรานั่งรถออกนอกตัวเมืองจนไปถึงลานกระโดดสกี โฮล์เม่นโคลล์ บาคเค่น (Holmenkoll bakken) เพื่อชมการแข่งขันสกีโฮล์เม่นโคลท่ามกลางปุยหิมะ ลู่กระโดดของที่นี่เป็นลานยาวเทลาดลงไปที่สระน้ำ ซึ่งตอนนี้จับตัวแข็งเป็นลานน้ำแข็งขนาดใหญ่ จู่ๆ กระต่ายน้อยก็ส่งเสียงเจื้อยแจ้วขึ้นมาว่า เห็นลานสกีนี้แล้วหวนคิดถึงพระเจ้าโอลาฟที่ห้า ท่านทรงหลงใหลการเล่นสกีมากจะเสด็จมาที่นี่ทุกหน้าหนาวและทุกครั้งที่เสด็จจะมีหมาน้อยคู่ใจคอยอารักขาด้วย พระจริยวัตรทรงสกีจึงกลายมาเป็นภาพคุ้นตาของชาวกรุงมออสโลจนถึงกับมีการสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อเป็นพระเกียรติแด่พระองค์ นั่นไงดูสิ ฉันมองไปตามทางที่กระต่ายน้อยชี้ เห็นพระเจ้าโอลาฟที่ห้ากำลังทำท่ากระโดดสกี เห็นแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า ท่านคงจะเมื่อยแย่

เห็นผู้ชนะโบกมือไหวๆ เราจึงได้ลุกขึ้นไปชมพิพิธภัณฑ์สกี (Skimuseet) ที่ตั้งอยู่ละแวกนั้น โชคดีที่ใบโบชัวร์มีภาษาอังกฤษด้วย ไม่งั้นฉันคงแย่ พออ่านแล้วก็อดทึ่งในความสามารถของคนโบราณไม่ได้ เราเดินไปตามห้องต่างๆ พบอุปกรณ์ต่างๆ เกี่ยวกับสกีตั้งแต่เมื่อ 4,000 ปีก่อนเรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบัน

เดินชมอยู่พักใหญ่ก็ตัดสินใจกลับไปพักเหนื่อยที่โรงแรมโอเปร่าเรนโบว์ ซึ่งตั้งอยู่ติดกลับสถานีรถไฟ ในกรุงออสโล

รุ่งขึ้นท้องฟ้าแจ่มใส กระต่ายน้อยพาฉันขึ้นไปชมทิวทัศน์รอบเมืองออสโลกันที่หอคอยทรีวานน์สตอร์เนท์จากหอคอยมองลงมาเห็นภาพบ้านเรือน ถนนหนทาง วิถีชีวิตของชาวเมือง ตลอดจนการเดินทางของธารน้ำที่ไหลจากภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งโดนความร้อนจากแสงแดดเผาจนละลายกลายเป็นฟยอร์ดรอบออสโล เห็นฟยอร์ดสวยขนาดนั้นก็อดไม่ได้ที่จะชวนกันไปขึ้นเรือเฟอร์รี่ที่ท่าเรือใกล้กับกาเคอร์บริคเกอ

เต็มอิ่มกับธรรมชาติมาพอสมควรแล้ว เราจึงตัดสินใจไปชมความงามของศิลปะบ้าง สถานที่แรกที่ตั้งใจจะไปก็คือ พิพิธภัณฑ์เอมานูเอล วิเกอลานด์ หนึ่งในจิตรกรเอกของนอร์เวย์ ขณะเดินชมภาพอยู่ดีๆ เจ้ากระต่ายก็พูดขึ้นมาว่า “ชีวิตมนุษย์แสนสั้นนัก” ใช่เลยภาพของนายเอมานูเอลให้อารมณ์นั้นจริงๆ พอฟังคำพูดนี้แล้วก็รู้สึกใจคอไม่ดี ก็มีอะไรตั้งมากมายที่ฉันอยากจะทำ แต่ยังไม่เคยได้เริ่มต้น ต่อจากนี้ฉันคงต้องลงมือทำอย่างจริงจังเสียที เพราะอย่างน้อยฉันก็ไม่ต้องมานั่งเสียใจที่วันพรุ่งนี้หายไป แล้วคุณจะคิดเหมือนฉันหรือเปล่า

จะว่าไปวิเกอลานด์นับเป็นตระกูลแห่งศิลปิน เพราะนอกจากเอมานูเอลคนพี่ที่โด่งดังด้านจิตรกรรมแล้ว กุสตาฟคนน้องก็จัดว่าเป็นศิลปินที่ล้ำเลิศ แต่เป็นด้านประติมากรรมนะ ว่ากันเขาใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตในการสร้างสรรค์งานประติมากรรมรูปมนุษย์ตามมุมๆ ต่างๆ รอบอุทยานฟอร์คเนอร์ ผลงานที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นโมโนลิท (Monolith) ประติมากรรมเสาหินแกรนิตรูปมนุษย์ที่ตั้งอยู่ใจกลางอุทยาน ยิ่งในฤดูใบไม้ผลิสีสันของแมกไม้และมวลดอกไม้แรกแย้มที่ปลูกอยู่ในสวนนั้นยิ่งช่วยส่งให้งานดูโดดเด่น เราจูงมือกันชมความงามในอุทยาน เดินไปได้ครึ่งทางฉันก็นั่งพักใต้ร่มเงาไม้ มีกระต่ายน้อยนอนหนุนตัก ฟังเสียงนกร้อง พลางนึกถึงความรู้สึกเมื่อแรกมาว่าอากาศของนอร์เวย์ออกจะเย็นไปซักหน่อย แต่มานะวันนี้ ฉันกลับรู้สึกว่า อากาศที่นี่อบอุ่นที่สุดเลยค่ะ
 

 

อ่านต่อ >>

 
 
 
 

 

 Wedding in Thailand Home | My Wedding | Planning | Fashion | Beauty | Just Married | Travel | Shopping | Web Board | Newsletter | Advertise | Contact Us
 Wedding Planner Co., Ltd. 169/86 Ratchadapisek Rd. , Dindang Bangkok 10400  Tel : 02 692 9178-9 , 089 113 3833 , 085 164 8292 >Fax : 02 692 9179   Contact : info@wedding.in.th
Office Wedding Cartoon  Animation Tel : 081 551 2265 , 082 566 9622
 Copyright 2003-2009 Wedding Planner Co.,Ltd.