|
ขอเริ่มกันที่ห้องอาหารญี่ปุ่น
Drinking Tea Eating Rice
โรงแรมConrad Bangkok
หากเดินทางด้วย BTS
ก็ลงที่สถานีเพลินจิตค่ะ
ฟังชื่อร้านแล้วก็เข้าใจได้ในทันทีว่า
ดื่มชาแล้วกินข้าว
อันเป็นวิธีการกินที่สุดจะธรรมดา
แต่หากได้ลองมาที่นี่สักครั้ง จะต้องยอมรับเลยว่า
อาหารญี่ปุ่นของที่นี่เหมาะกับคำว่า”ไม่ธรรมดา”
ตั้งแต่การตกแต่งที่นำเอารูปแบบที่เทรนดี้สุดๆ
อันเป็นแบบที่โรงแรมคอนราด นำมาใช้เป็นจุดขาย
ร้านอาหารญี่ปุ่นร้านนี้จึงดูไม่ธรรมดาตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไป
รูปแบบที่เรียบง่ายแบบญี่ปุ่นยังคงอยู่
หากแต่ที่นี่แฝงด้วยลักษณะสมัยใหม่
แลดูมีชิวิตชีวากระฉับกระเฉง
มิใช่ลักษณะของร้านญี่ปุ่นในแบบดั้งเดิมอีกต่อไป
ที่นี่มีทั้งโต๊ะและเก้าอี้นั่งแบบมาตรฐานสากลและที่นั่งเป็นเคาน์เตอร์ยาวรอบเตาเหล็กที่ทำการปรุงอาหารต่อหน้าต่อตา
สำหรับผู้ที่มาเดี่ยว
หรือต้องการสังเกตความตื่นเต้นในการปรุงอาหารของเชฟตรงหน้า
และยังมีห้องส่วนตัวขนาดหลายที่นั่งเป็นสัดเป็นส่วน
นั่งกับพื้นแบบตะวันออกที่แสนสะบายที่ได้ถอดรองเท้าและแอบเหยียดเท้าได้เต็มที่ในหลุมใต้โต๊ะ
|
 |
ที่นี่จะให้ความสำคัญกับวัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงอาหารเป็นอันดับหนึ่ง
เขาเลือกใช้ปลาชนิดต่างๆเช่นปลา
Toro Madai Shina Aji
เป็นต้น
ซึ่งปลาทั้งหมดนี้มีเฉพาะในทะเลญี่ปุ่นซึ่งเป็นทะเลที่มีความหนาวเย็นกระแสน้ำไหลลึกและเชี่ยวกราก
ซึ่งจะได้ปลาที่เนื้อแน่นและมีไขมันมากกว่า
เป็นไขมันที่อุดมไปด้วยสาร Omega 3
ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเป็นลำดับแรก
และมีรสชาติของความอร่อยตามธรรมชาติเป็นอันดับถัดมา
ส่วนเนื้อวัวนั้นมีทั้งเนื้อวัว
Kobe Beef เนื้อวัวชั้นเยี่ยมสุดจากญี่ปุ่น
และเนื้อวัว Angus
เนื้อโคขุนที่เลี้ยงด้วยอาหารธรรมชาติจากออสเตรเลีย
ที่มีทั้งความนุ่มนวลและให้กลิ่นที่หอมหวลยามที่ปรุงด้วยการย่าง
ส่วนผักต่างๆนั้นก็ล้วนแต่เป็นผักสดที่นำเข้าทุกสามวันจากญี่ปุ่น
ด้วยคุณภาพที่ต้องการคือความสดกรอบและรสชาติเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะเอาใจผู้บริโภค
และเป็นผักที่ไม่มีในประเทศไทย
ซีอิ๊วญี่ปุ่นที่เรียกว่า
โซหยุ นั้นนำเข้าจากญี่ปุ่นกว่าสิบชนิด
เป็นน้ำจิ้มที่ใช้ปรุงรสสำหรับวัตถุดิบที่แตกต่างกันออกไป
รวมทั้ง วาซาบิ
ซึ่งที่นี่ใช้ วาซาบิสดแช่แข็งเป็นก้อน
แล้วจึงนำมาขูดปั้นยามที่ต้องการใช้
วาซาบิสดของที่นี่จึงหอมมากและมีรสชาติไม่พุ่งขึ้นจนแสบจมูกแบบวาซาบิผง
รวมทั้งเหล้ามิริน
ซึ่งเป็นหัวใจของน้ำซุปก็ล้วนนำเข้าจากญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน
ส่วนเครื่องดื่มประจำชาติคือ
เหล้าสาเก
ที่นี่มีให้เลือกถึง 14 ชนิด
ตั้งแต่เหยือกเล็กสำหรับสองคน
จนถึงขวดใหญ่สำหรับสมาชิกหลายคนทั้งแบบสาเกธรรมดาจนถึงชนิดพรีเมียมที่ผสมทองคำเปลวร้อยเปอร์เซ็นต์
แปลกไปกว่าที่เคยเห็น
เชฟที่นี่ได้เตรียมเมนูสำหรับอาหารสองมื้อ
ทั้งอาหารกลางวันและอาหารค่ำไว้สำหรับลูกค้าทุกรสนิยม
โดยมีเมนูหลากหลายให้เลือกสำหรับลูกค้าที่ต้องการับประทานแบบเฉพาะเจาะจงเป็นจานๆ
เช่นเฉพาะพื้นท้องของปลาดิบจาก Toro หรือ Salmon
หรือ ปลา Unagi
ซึ่งเป็นปลาไหลญี่ปุ่นนำมาย่างกับโซหยุรสเฉพาะ
และนอกจากนี้ยังได้มีการสั่งปลาเฉพาะฤดูกาลมาให้บริการเช่นเดียวกับในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย
เมนูสำหรับอาหารค่ำนั้นมีให้เลือกสำหรับอาหารตั้งแต่ราคามาตรฐาน
จนถึงอาหารสุดยอดสุดพิเศษสำหรับนักกินที่เลือกสรรค์ของอร่อยหายากรับประทานเท่านั้น
โดยเชฟจะให้ความรู้ของอาหารทุกจานต่อบริกรอย่างละเอียด
ทุกคนมีความรู้ในอาหารทุกจานเป็นอย่างดี
สามารถให้คำอธิบายได้อย่างละเอียดละออ
สำหรับบางคนที่ไม่อยากอ่านเมนูก็สามารถเลือกได้ตามคำอธิบายของพนักงานทุกคน
การที่ได้รับประทานอาหารจากน้ำมือของผู้ที่มีจรรยาบรรณในวิชาชีพ
เป็นสิ่งที่สร้างความมั่นใจในคุณภาพของอาหาร
และเมื่อได้รับรู้ถึงรสชาติที่มิได้ปรุงแต่งจนเกินเหตุ
ก็เป็นสิ่งที่แสดงถึงความชำนาญและประสบการณ์ของพ่อครัว
ความเอาใจใส่ของพนักงานที่แคล่วคล่องและยิ้มแย้มแจ่มใส
ความงดงามของบรรยากาศรอบๆตัวล้วนเป็นสิ่งที่ช่วยให้อาหารมื้อนั้นสมบูรณ์อย่างแท้จริง
บอกกันนิดนึงว่าราคาอาหารที่นี่ถือว่าแพงพอสมควร
ถ้าใครอยากลองไปชิมดูก็แวะไปได้ค่ะ
แต่ต้องพกเงินไปมากหน่อยนะคะ
แต่ถ้าคิดว่าซื้อความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ
ให้ตัวเองและคนพิเศษ ก็ถือว่าคุ้มค่าค่ะ

|