ความสัมพันธ์ระหว่างคุณแม่กับลูกสาวในแต่ละครอบครัวนั้นมีความแตกต่าง บางคู่บอกเล่าทุกรายละเอียดเรื่องราว แต่บางคู่นั้น คุณแม่จะคอยดูอยู่ห่างๆ ให้ลูกได้เรียนรู้และเลือกด้วยตัวเอง อย่างเช่นความสัมพันธ์ระหว่าง คุณกมลา สุโกศล ประธานกรรรมการบริหารกลุ่ม โรงแรมสยามซิตี้แอนด์รีสอร์ท และ คุณมาริสา สุโกศล หนุนภักดี รองประธานกรรมการบริหารฯ ซึ่งหลายคนรู้จักกันดี ทั้งในเรื่องของการทำงาน ตลอดจนความสามารถในการร้องเพลง ซึ่งจัดว่าทั้งคู่เป็นศิลปินนักร้องเสียงคุณภาพชั้นแนวหน้าของเมืองไทย สำหรับชีวิตรักนั้น คุณมาริสาได้แต่งงานกับ ทพ.สุรชาติ หนุนภักดี มาเกือบ 10 ปีแล้ว มีลูกชายน่ารัก 2 คน คือ น้องแม็ทธิว กับน้องไมเคิล....มาดูสิว่า เมื่อลูกสาวคนโตอย่างคุณมาริสา ต้องออกเรือนไปมีครอบครัว คุณแม่อย่างคุณกมลา มีคำแนะนำหรือมุมมองในการใช้ชีวิตคู่กับลูกสาวคนนี้อย่างไร
ลูกสาวคนนี้กับคุณแม่เป็นอย่างไรคะ คุณกมลา : เขาไม่เคยโดนตี ไม่เคยดื้อ ไม่เคยซน เลยไม่ค่อยห่วงเหมือนลูกคนอื่นๆ บอกให้ทำอะไรก็ทำ อาจด้วยว่าเป็นลูกคนโตหรือไงก็ไม่ทราบ ตอนเป็นวัยรุ่นก็ไม่ค่อยห่วง เพราะสอนเขาดีที่สุดแล้ว ต้องให้เขาเป็นตัวของตัวเอง พออายุ 14 สาก็เมืองนอก เขาจะพูดให้เราฟัง จริงเท็จแค่ไหนก็ไม่รู้ เพราะมองไม่เห็น ตลอดเวลาเราจะเชื่อใจลูกตลอด มีปัญหาอะไรค่อยมาปรึกษาแม่ แล้วลูกๆก็ไม่เคยทำอะไรเสียหาย นอกลู่นอกทาง คุณมาริสา : อาจเพราะว่าแม่สอนมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว พอเราโตเขาก็ให้เราล้มลูกคลุกคลาน อยู่ได้ด้วยตัวเราเอง เรียนรู้เอาเองจริงๆ แล้วคุณสาเจอกับคุณหมอได้ยังไงคะ คุณมาริสา : รู้จักกันในงานเลี้ยงจากการแนะนำของ อาจารย์อารีย์ สหเวชภัณฑ์ ซึ่งเป็นอาจารย์สอนบัลเล่ต์และนักออกแบบท่าเต้นที่มีชื่อเสียง ร่วมงานกันหลายครั้งค่ะ ท่านชอบแนะนำคนโน้นคนนี้ให้รู้จักกัน ก่อนหน้านี้คุณหมอเคยแต่งงานมาแล้ว และมีลูก 2 คนแล้วช่วงนั้นคุณหมอไม่มีพันธะผูกพันอะไร อาจารย์อารีย์ก็เลยแนะนำให้รู้จักกับสา พอเห็นคุณหมอครั้งแรกก็ปิ๊งเลย เป็น Love At First Sight เพราะเขาเป็นแฟมิลี่แมน บุคลิกเรียบร้อย ซึ่งจริงๆเราไม่เคยมีเสป๊กบุคลิกแบบนี้มาก่อน แต่พอเห็นแล้วเรารู้สึกอบอุ่น กับคนนี้ เขาทำให้เราสบายกาย สบายใจที่จะอยู่กับเขา เราเจอกันเดือนสิงหาคม พอเดือนมีนาคมเราก็หมั้น และแต่งกันในเดือนธันวาคม คุณกมลา : ก็เจอคุณหมอพร้อมกับสา เขาเป็นแขกคนนึงในงานก็เข้ามาทำความรู้จัก แต่ไม่ได้คุยอะไรมาก ใช้เวลาในการคบกันไม่นาน เพราะเป็นผู้ใหญ่ด้วยกันทั้งคู่รึเปล่า คุณมาริสา : ตอนนั้นสาอายุ 29 ปี ส่วนคุณหมอ 42 ปีมันเหมือนกับเรารู้ว่าคนนี้คือคู่เรา การคบกันเป็นธรรมชาติมากๆ ไม่ได้กระวนหระวายว่าเขาจะโทรมาหาไหม แล้วสาไม่ใช่คนโรแมนติกนะ แต่มีความรูสึกแบบนี้จริงๆ ตอนตกลงแต่งงานกันยังจำไม่ได้เลย เหมือนเป็นวิถีของมัน
ก่อนแต่งปรึกษาคุณแม่อย่างไรบ้าง คุณมาริสา : ไม่ได้ปรึกษาค่ะ (หัวเราะ) คุณกมลา : เขามาบอกว่า สาจะแต่งงานที่โรงแรมวันนั้นวันนี้เราก็ โอ.เค. ไม่ได้ซักถามอะไร ตอนเขาคบกันก็ไม่ได้มาเล่าอะไรให้ฟัง คือ ถ้าไม่ปรึกษา ดิฉันก็ไม่สนใจไปถาม โดยธรรมชาติจะไม่ไปสอดรู้สอดเห็น ถ้าเขาอยากให้รู้ก็บอกเอง ไม่อยากให้รู้ก็ไม่เป็นไร เพราะชีวิตเขาไม่ใช่ชีวิตเรา ถ้าเขาต้องการคำแนะนำก็ไปอย่าง แต่นี่เขาเทคแคร์ตัวเองได้ คิดว่าสิ่งที่ทำถูกแล้ว ถึงคุณหมอจะแต่งงานมาแล้ว สาเขาไม่สนใจ ถ้าชอบเขาก็ โอ.เค. และรู้ว่าคุณหมอมีลูกสองคนก็แค่นั้น เราจะพูดกับคนรอบข้างเสมอว่า ลูกเรามีบุญที่สุด เพราะแม่ไม่เคยขู่เข็ญ ถามโน่นถามนี่ เพราะเราเชื่อใจ เลี้ยงเขามาสุดฝีมือ แนะนำสิ่งที่ดีที่สุด ยังไงเขาเป็นลูก...เราก็รักเสมอ คุณมาริสา : แล้วแม่ไม่ห่วงเหรอ ว่าลูกมีชีวิตคู่แล้วเป็นอย่างไร คุณกมลา : การแต่งงานก็เหมือนไปซื้อรถเก่า ไม่รู้จะเป็นยังไงบางคนฟลุ๊ครถเก่าใช้ได้เป็น 10-20 ปีเลย ดิฉันว่าอยู่ที่โชคชะตา เรื่องแต่งงานเนี่ย บางทีตัวเองเลือก พ่อแม่ก็ช่วยดูกันซะดีแล้วอยู่ไปไม่กี่ปีก็เลิกกันก็มี แต่ถ้าเวิร์คก็เป็นบุญของเขา ยังเคยพูดกับสาเลยว่า หาคนที่มีอายุมากกว่าเราเยอะๆสิ น่าจะดีนะ เพราะสาเขาชอบทำตัวแก่ตลอด คุณมาริสา : คือเราเรียบร้อย เป็นผู้ใหญ่มาตั้งแต่เด็ก เพราะเราเป็นพี่คนโต แต่ตอนที่ยังไม่พบคุณหมอ สาก็ไม่เคยคิดว่าจะได้แฟนแก่กว่าเพราะเรายังเด็กอยู่ แต่ตอนนี้ดีใจที่มีแฟนเป็นผู้ใหญ่เข้าใจชีวิต คอยให้คำแนะนำทุกๆเรื่องค่ะ คุณกมลา : บางทีเราบอกว่าสาตัดสินใจสิ แต่สาบอกว่าเขาต้องไปถามคุณหมอก่อน เขาคงมีความรู้สึกว่า คุณหมออายุมากกว่า น่าจะมีมุมมองอะไรที่ช่วยได้ คุณสาจะมีครอบครัว คุณกมลาแนะนำอะไรบ้าง คุณกมลา : เขามีความคิดของเขาเอง เราคงไม่ต้องไปสนใจอะไรมาก เรื่องชีวิตคู่เราโนไอเดีย เพราะลำพังเป็นคนไม่ชอบชีวิตคู่ เพราะต้องการความเป็นอิสระ ไม่ต้องการให้ใครมาบอก ไม่ต้องการปรึกษาใคร... ส่วนคุณหมอซึ่งเคยผ่านการแต่งงานมาหนนึงอายุก็เยอะแล้ว เขาคงไม่คิดทำมิดีมิร้าย ก็มองว่าคนนี้เขาเป็นสามีลูกเราเนี่ย ถูกต้องแล้ว ดีแล้วที่สาได้คนอายุมากกว่าเยอะๆ ที่สำคัญในใจเรารู้ตลอดเวลาว่าสาจะเป็นแม่ที่ดี เพราะเขารักเด็กและเอาใจใส่ลูกมาก บางทีงานเยอะ เขาจะขอกลับบ้านเพื่อพาลูกเข้านอนก่อน แล้วค่อยมาทำงานต่อก็มี ดิฉันถึงว่าเขาเป็นแม่ที่ดีมากๆ คุณมาริสา : สาก็มีหลุดๆบ้าง ไม่ได้ดีมากหรอกค่ะ ซึ่งต้องให้เครดิตสามีด้วย เพราะบางครั้งเราทำงานเยอะเกินไป สามีก็จะคอยบอกคอยเตือนให้มาอยู่กับลูก คุณกมลา : ดิฉันใช้กฎเมืองนอกความคิดเป็นฝรั่งน่ะค่ะ คือ จะไม่ยุ่มย่ามกับเรื่องของลูกๆ เพราะไม่ใช่เรื่องของเรา ถ้าจะไปหาลูกหรือกหลานจะโทรศัพท์ไปบอกก่อนว่า เราจะไปหา แล้วเขาสะดวก หรือเปล่า ไม่ใช่นึกอยากไปก็ไปเลย ดิฉันเป็นคนไพรเวต ไม่ค่อยไปยุ่งกับชีวิตคนอื่นแล้วเวลาไปถึงก็ไม่ค่อยจ้องดูว่าเขาจะทำอะไรกันบ้าง หัวใจสำคัญของครอบครัวอยู่ตรงไหนคะ คุณมาริสา : ต้องดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน เสริมแต่งรดน้ำชีวิตคู่ให้ยั่งยืน มีความสุข มีปัญหาต้องช่วยกันแก้ ให้อภัยกัน มันเป็นงานหนักค่ะ เราไม่ได้อยู่คนเดียว ต้องเสียสละ ต้องไม่นึกถึงตัวเองเท่าไหร่ อย่างสาแทบไม่ค่อยมีเวลาของตัวเอง แต่เมื่อเราทะนุถนอมครอบครัว สิ่งที่เราได้กลับมาคือ ความอบอุ่น ความสุข เป็นคุณค่า ที่ไม่อาจตีราคาได้ คุณกมลา : และต้องพยายามสร้างชีวิตไปในทางที่ดีที่สุดด้วยกัน จะเอาแต่ใจตัวเองไม่ได้ ซึ่งก็จะโชคดีที่ดิฉันเข้ากับเขยและสะใภ้ได้ดี อาจจะเนื่องจากว่าแม่ยายคนนี้ดีสุดๆ เพราะไม่ไปยุ่งกับเขาเลย หรืออาจจะยุ่งน้อยไป (หัวเราะ) คล้ายๆไม่เอาใจใส่ แต่ถ้าเราไม่ยุ่งมากๆ เขาก็ไล่เราอยู่ดี เราจะคอยมองเขาห่างๆ ซึ่งมันทำให้เรามี ไอเดีย ถ้าดูท่าว่าเขาจะอ่อนไหว เราก็ต้องเข้าไปหาบ้าง ก่อนจบการสนทนา คุณกมลา ได้ทิ้งท้ายประโยคเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของครอบครัวไว้ว่า “ ให้ถามตัวเองตลอดเวลาว่า ลูกเรามีความสุขหรือเปล่า ถ้าเราไปยุ่งแล้วเขาไม่มีความสุข ก็อย่าไปยุ่ง แต่ถ้าไปยุ่งแล้วเขามีความสุข เราก็ไปยุ่งกับเขาเรื่อยๆ ” เหนือสิ่งอื่นใดให้มองความสุขของลูกเป็นสำคัญ
------------------------------------------------------
ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือ Wedding
จำนวนคนอ่านหน้านี้