|
คุณตุ๊เสริมว่า
ตอนนั้นไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าตัวเองจะแต่งงานเร็ว
คิดว่าอย่างน้อยน่าจะจบปริญญาโทก่อน
แต่สำหรับผู้ชายคนนี้ทำให้เราเปลี่ยนใจ
ตอนนั้นคิดว่าความรู้สึกดี ๆ มันค่อยๆ
ซึมเข้ามา จนมาคุยถูกคอ
รู้สึกว่าอยู่ใกล้เขาแล้วอบอุ่น
เราคิดว่าถ้าเราเรียนไปแล้ว
เราจะเจอคนอื่นที่ดีเท่านี้ไหม
อีกอย่างตอนนั้นเขาก็แต่งตัวตรงสเป็คเราเลย
ใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว สวมกางเกงยีนส์
เราชอบมาก”

ดูเหมือนว่าชีวิตคู่ก็ราบรื่นเรื่อยมา
จนกระทั่งคุณแอ๊ดได้มีโอกาสเข้าสู่วงการบันเทิง
และได้เป็นพระเอกละคร
พระเอกหนังมีผลงานการแสดงมากมาย
มีชื่อเสียงโด่งดัง
จนเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป
แต่กลับไม่มีใครทราบว่าคุณแอ๊ดแต่งงาน
มีครอบครัวแล้ว
เนื่องจากในอดีตต้องปิดเรื่องเหล่านี้ไว้เป็นความลับ
คุณตุ๊ในฐานะหลังบ้านที่ต้องเก็บตัวเงียบอยู่นานจึงพูดขึ้นว่า
“เราเป็นคนว่าง่าย
ตอนที่ต้องปิดเป็นความลับอยู่ 13 ปี
รู้สึกชอบมาก เพราะไม่มีใครรู้จักเรา
อีกอย่างคือเราไม่ชอบออกงาน
และเราก็มั่นใจว่าเขารักเรา เราก็รักเขา
และถ้าเราดีขนาดนี้แล้ว เราคงไม่ลำบาก”
คุณแอ๊ดเสริมขึ้นบ้างว่า
“ช่วงนั้นผมรู้สึกอึดอัดเหมือนกัน
เพราะต้องโกหกตลอด มันก็ไม่สบายใจ
และคิดว่าเป็นความผิดมาก
แต่เป็นสิ่งจำเป็น
เพราะถ้าบอกว่าแต่งงานแล้ว
งานจะไม่มีเข้ามาเลย
สมัยก่อนคนดูเขายังยึดติดกับตัวดารามาก”
“เขาก็ต้องยอมรับว่าเขาต้องอยู่กับบ้าน
จะออกไปไหนด้วยกันก็ไม่ได้
มีงานตุ๊กตาทองอยู่ปีหนึ่งที่ไปด้วยกัน
ต่างคนต่างไป เขาก็ไปกับเพื่อนเขา
ผมก็ไปกับเพื่อนผม
แล้วถึงไปสลับคู่เต้นรำกันในงาน
ซึ่งคนทั่วไปก็ไม่รู้”
หลังจากปิดบังเรื่องครอบครัวมายาวนานถึง
13 ปีจนต่อมามีหนังสือดาราฉบับหนึ่ง
ลงเรื่องคุณแอ๊ดมีครอบครัวแล้ว
คนก็ฮือฮากันมาก
จนคุณแอ๊ดจะต้องจบบทบาทในวงการแสดงไว้เพียงเท่านี้
ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นกำลังโด่งดังอย่างมาก
แต่ผลกับตรงกันข้าม
“กลายเป็นว่าคนเอ็นดูครอบครัวเรา ชมว่าลูก
ๆ ของเราน่ารัก
ตอนนั้นก็เริ่มมีอั๋นกับอั้มแล้ว
และผมก็ไม่ค่อยเจ้าชู้
หรือมีข่าวไปกุ๊กกิ๊กกับใคร
จนมีหนังสือพิมพ์บางฉบับบอกว่าผมเป็นเกย์
เป็นตุ๊ดหรือเปล่า”
สำหรับครอบครัวเมทะนี
คุณแอ๊ดเป็นคุณพ่อต้นแบบ
สำหรับวงการบันเทิงคุณแอ๊ดเป็นพระเอกยอดนิยมตลอดกาล
กับบทบาทล่าสุดในแวดวงการเมืองคุณแอ๊ดดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาพนิติบัญญัติแห่งชาติ
และแน่นอนว่าในความรู้สึกของครอบครัวหลาย
ครอบครัวคุณแอ๊ดเป็นโลโก้ของแฟมิลี่แมนตัวจริง
“ผมคิดว่าการครองชีวิตคู่ให้ได้อย่างยาวนานนั้น
ความรักเป็นต้นเหตุ ของทุกสิ่ง
นอกจากนี้ยังต้องเอาใจใส่
ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ปิดบังกัน
รวมไปถึงเราต้องให้เกียรติพ่อแม่
ญาติพี่น้องของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย
ทุกวันนี้ผมมักได้รับเชิญไปพูดเรื่องวิธีถนอมความรัก
และการใช้ชีวิตอยู่เสมอ”
“เราดูแลกันตลอด จนหลัง ๆ
นี้มีบกพร่องหรือเปล่าก็ไม่รู้
ใจของเราตรงกัน อะไรก็ตามที่เขาอยากได้
เราพยายามแสวงหา
หรือถ้าเขารู้ว่าเราอยากได้อะไร
เขาก็แอบไปซื้อมาให้เรา
ยิ่งช่วงนี้เรารู้ว่าเวลาที่เราจะอยู่ด้วยกันมันน้อยลงเรื่อย
ๆ เพราะเราไม่รู้ว่าใครจะไปก่อนใคร
อะไรที่เรายอมให้เขาได้เราก็ยอม
และแสดงออกในสิ่งที่เรารู้สึกกับเขา
เราไม่ได้นึกว่าเราอายุขนาดนี้แล้วเป็นสิ่งน่าเกลียดที่จะบอกรักสามี
หรือสามีจะบอกรักภรรยา นี่คือยาชูกำลัง
บางทีเราเห็นเขานั่งทำงานอยู่
เราก็มองแก้มเขา
บอกว่าผู้ชายคนนี้น่ารักดี
เดินไปหอมแก้มเขาแล้วบอกว่ารักพ่อนะ
เราแนะนำให้คนอื่นทำด้วย
เพราะว่ารูปโฉมเราเปลี่ยนไปแล้ว
แต่สิ่งที่เราจะภูมิใจคือหัวใจของ กันและกัน
ซึ่งบางคนก็ไม่เห็นหัวใจของกันและกันอีก
เราก็แสดงออกเลย แกล้งนั่งตักเขาบ้าง
เขาจะบอกว่าตัวเราหนัก
เราก็จะล้อว่าสมัยก่อนเวลาเราเดินผ่านดึงมานั่งตัก
แต่ตอนนี้พอเรานั่งทำบ่น
เราสองคนอยู่ด้วยกัน ใครหลับก่อนก็ตาม
อีกคนจะต้องคลำหามือของอีกคนแล้วจับมือนอนหลับ
ทำแบบนี้มาตลอด”
หนุ่มสาวที่แต่งงานกันแล้วแตกหักง่าย
เพราะแต่ละฝ่ายต่างมีทิฐิ เรื่องนิดเดียว
ฉะนั้นถ้าโกรธกันอย่าให้เกินหนึ่งวัน
เพราะถ้าเกินแล้วมันจะข้ามไปเรื่อย ๆ
ทั้งคู่ให้แง่คิดง่ายๆ
ทิ้งท้ายว่า
“อย่าทิ้งคำว่าขอโทษ กับขอบคุณ”
ทำผิดต้องขอโทษ
หรือถ้าคนรักทำอะไรให้เราก็ขอบคุณ
ให้กำลังใจเขา
เป็นสองคำที่ทำไม่ยาก
แต่ก็เป็นสองคำที่ทำให้รักไปเป็นรักมาแล้วเหมือนกัน
|