|

รักยั่งยืน...
อบอุ่นด้วยความเข้าใจ
หากวันวาเลนไทน์ครั้งหน้า
คุณนิ๊ด-สุพัฒนาได้รับกุหลาบแดงดอกใหญ่ 1
ดอก เช่นที่เคยได้รับเป็นประจำทุกปี
จากพล.ต.ต. อังกูร อาทรไผท
อดีตผู้บังคับการตำรวจทางหลวง
ชายผู้เป็นที่รัก
กุหลาบแดงดอกนั้นจะนับเป็นกุหลาบแดงดอกที่
44
ซึ่งแสดงถึงความรักที่ยังคงยั่งยืนไม่จางหายมานานถึง
44 ปี ของการเกิดมาเป็นคู่แท้
ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งต้นแบบ
ที่คู่รักทุกคู่น่าจะดำเนินรอยตาม
ย้อนรำลึกถึงครั้งแรกที่ทั้งคู่พบกันในงานเลี้ยงของสมาคมนักเรียนเก่าภาคพื้นยุโรป
ค่ำคืนนั้นคุณอังกูรซึ่งเป็นนักเรียนนายร้อยหนุ่ม
หน้าตาหล่อเหลาคมเข้ม
ได้มีโอกาสได้รู้จักกับคุณสุพัฒนา
สาวสวยหน้าตาน่ารักสะดุดตา
แม้การรู้จักกันครั้งแรก
จะเป็นเพียงแค่การทักทายแบบคนที่ยังไม่คุ้นเคย
แต่ต่างฝ่ายต่างก็ประทับใจในกันและกัน
“ตอนนั้นเพื่อนผมเป็นนักเรียนเก่าอังกฤษชวนผมไปงานและบังเอิญว่าภรรยาเขาเป็นเพื่อนกับคุณสุพัฒนา
ตอนผมเห็นคุณสุพัฒนาครั้งแรก
รู้สึกว่าเขาเป็นผู้หญิงที่รูปร่างเล็กๆ
ดูเป็นคนเรียบร้อยและน่าจะเป็นคนดี”
คุณสุพัฒนาเสริมเป็นคำถามเชิงล้อเล่นว่า
“ไม่รู้สึกสะดุดตาบ้างเลยหรือ?”
“ตอนนั้นเราเห็นเขาครั้งแรกก็รู้สึกประทับใจนะ
เขาเป็นคนหล่อและหน้าตาสมาร์ทมาก
ซึ่งตรงเสปคของเราที่ชอบคนหน้าตาดี
และที่หน้าแปลกคือหน้าตาคุณอังกูรคล้ายกับคุณพ่อของดิฉัน
แทบจะเหมือนกันเลย
แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น
เพราะเราเพิ่งรู้จักกัน”
แม้งานเลี้ยงจะเลิกลา
แต่การสานต่อสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพของทั้งคู่
กลับเพิ่งเริ่มต้นก่อตัวขึ้น
ในครั้งแรกคุณอังกูรเป็นฝ่ายเอ่ยปากชวนคุณสุพัฒนาไปทานข้าว
ดังที่คุณสุพัฒนาเล่าว่า
“วันรุ่งขึ้นก็มาเลยค่ะ
ชวนไปทานข้าวเราก็ไป
มีเพื่อนๆที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันไปด้วย
เรารู้จักกันเป็นเพื่อนก่อนแล้วค่อยๆดูนิสัยกันไป”
จากนั้นคุณอังกูรก็พยายามหาโอกาสเรียนรู้นิสัยใจคอรวมทั้งไปพบคุณสุพัฒนาที่บ้าน
เพื่อถือโอกาสแนะนำตัวให้ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงรู้จักและไว้ใจ
“ผมเห็นว่าคุณสุพัฒนาอยู่ในครอบครัวที่มีชาติตระกูลดี
มีการศึกษาที่ดี
รวมทั้งนิสัยใจคอดีและยังคงมีความชอบต่างๆที่สอดคล้องไปด้วยกันได้
ทำให้ผมรู้สึกมั่นใจว่าเขาจะเป็นภรรยาที่ดีของผม
และเป็นคุณแม่ที่ดีของลูกๆได้
รวมทั้งคุณพ่อ คุณแม่ของเขาก็ไม่ห้ามอะไร
เพราะเห็นว่าผมมีหน้าที่การงาน
มีความรับผิดชอบแล้ว”
คุณสุพัฒนาเสริมพร้อมเสียงหัวเราะว่า
“แต่มีคนผิดนัดบ่อยค่ะ
เวลานัดกับตำรวจ
พอถึงเวลานัดทีไรต้องมีไปทำคดีตลอด
เราก็ต้องเข้าใจ”
หลังจากใช้เวลาศึกษานิสัยใจคอกันเพียง 6
เดือน
ทั้งคู่จึงตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน
ด้วยระยะเวลาเพียงเท่านี้อาจทำให้หลายคนเกิดคำถาม
โดยเฉพาะกับคนที่เห็นว่าการเรียนรู้กันไปนานๆ
น่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนกว่า
แต่สำหรับคุณอังกูร
มีมุมมองต่อเรื่องนี้ว่า
“เมื่อผมต้องเลือกใครมาเป็นภรรยา
แล้วผมได้พบคนที่มีนิสัยตรงกันเข้ากันได้
มีการศึกษาดีอยู่ในชาติตระกูลที่ดี
เมื่อพบแล้ว และตั้งใจว่าจะแต่งงานกัน
สำหรับผมจึงไม่มีความจำเป็นต้องรอ
บางคู่ที่คบกันนานอาจเพราะยังไม่แน่ใจที่จะแต่งงานกัน
อาจมีเหตุผลหลายอย่างที่ไม่ลงตัวแต่สำหรับผมเมื่อดูว่านิสัยไปกันได้
และต่างฝ่ายต่างมาช่วยกันเติมเต็มให้กันและกันได้ก็เพียงพอแล้ว”
ฝ่ายคุณสุพัฒนาเห็นด้วยว่า
“เราแต่งงานกันหลังจากคบกันได้ไม่นาน
เพราะคิดว่าไม่ต้องรออะไร เรามีความพร้อม
ซึ่งต่างจากปัจจุบัน ที่กว่าหนุ่มๆสาวๆ
จะพร้อมมีครอบครัวก็อายุมากแล้ว”
หลังจากการใช้ชีวิตคู่
ทั้งที่ฝ่ายชายมีหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์
ทำให้ตารางการทำงานไม่เป็นเวลา
และยังต้องเดินทางไปรับราชการที่จังหวัดนครปฐมเป็นเวลา
4 ปี ด้วยรูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลาคมคาย
มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี
อาจเป็นที่สนใจของใครหลายๆคน
โดยเฉพาะเพศตรงข้าม
ในขณะที่คุณสุพัฒนาต้องสวมบทบาทภรรยา
และคุณแม่ของลูกๆ อย่างเต็มตัว
ในความห่างไกลเช่นนั้น
ทั้งสองมีวิธีสร้างความเชื่อมั่น
และความมั่นใจให้กันและกันอย่างไร
“ภรรยาของผมไม่ได้ออกไปทำงานนอกบ้าน
จึงมีเวลาดูแลอบรมให้ความอบอุ่นลูกๆอย่างเต็มที่
ส่วนผมก็จะดูแลตัวเอง
ไม่ต้องให้เขาต้องกังวล
คอยดูแลเอาใจใส่ผมมากมาย
เพราะผมถูกฝึกมาให้ดูแลตัวเองและคนอื่นมากกว่าจะเป็นผู้ถูกดูแลอยู่แล้ว”
“สำหรับดิฉันจะปล่อย
เราให้เกียรติและไว้ใจ
โดยไม่รู้สึกระแวงต่อกัน
และก็ไม่ซักถามมากด้วย
เพราะถ้าถามก็ไม่รู้จะบอกหรือเปล่า”
คุณอังกูรเสริมว่า
“อันที่จริงผมมีหลักยึดเหนี่ยวครับ
แม้ผมจะมาเที่ยว คบเพื่อนฝูงมากมาย
แต่ตัวผมรู้ว่าผมเป็นคนมีครอบครัว
มีภรรยาแล้วตอนอยู่ต่างจังหวัดนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่ผมไม่สามารถกลับกรุงเทพฯได้ทุกวัน
ถ้าอยู่กรุงเทพฯและไม่ติดภารกิจ
ผมก็กลับบ้านแต่ถ้าต้องเดินทางไปทำงานที่ไหนแล้วค้างคืน
ผมจะโทรบอกเพื่อไม่ให้ที่บ้านเป็นห่วงหรือกังวล”
นอกจากความไว้วางใจในบุคคลที่เรารักแล้ว
สำหรับอาชีพตำรวจซึ่งมีความเสี่ยงเสมอในการออกปฏิบัติหน้าที่
ผู้หญิงที่จะมาเป็นคู่ชีวิตของตำรวจ
อาจต้องเป็นคนที่ทำใจไว้เสมอว่า
วันหนึ่งสิ่งที่ไม่คาดคิดอาจเกิดขึ้นได้
แม้ภายนอกของคุณสุพัฒนาจะดูอ่อนโยน
เรียบร้อยเป็นกุลสตรี
แต่นั่นก็มิใช่สิ่งที่เธอเป็นทั้งหมด
“สมัยสาวๆ
เคยตามคุณอังกูรไปปฏิบัติราชการ
ตอนนั้นเป็นคดีจับเฮโรอีน เราต้องปลอมตัว
แต่งตัวเป็นโสเภณีนั่งหน้าบาร์เหมือนกำลังทำงานอยู่
หรืออย่างตอนไปจับเหรียญห้าปลอม
ยังเคยพาลูกกับคุณแม่ไปด้วย
ถ้าให้ลุยก็ทำได้
หรือจะให้เรียบร้อยก็ทำได้”
คุณอังกูรเพิ่มเติมว่า
“บางครั้งเวลาไปทำงาน เราต้องไปหาข้อมูล
ถ้าเราไปทำคนเดียว บางทีก็ดูไม่แนบเนียน
ก็ต้องขอให้ไปช่วยบ้าง”
เป็นธรรมดาที่ชีวิตครอบครัวจะมีบางครั้งที่ความคิดเห็นต่างกัน
หรืออาจมีการกระทบกระทั่งกันบ้างทางความคิด
ทั้งคู่เลือกใช้วิธีการเงียบ
เพื่อทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้น
และต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ยอม
เพื่อคงบรรยากาศของความรักในครอบครัวเอาไว้
ตามที่คุณสุพัฒนาเล่าว่า
“มีบ้างที่เราความคิดเห็นไม่ตรงกัน
ก็อาจเงียบกันไปสักวันสองวัน
แล้วก็ลืมไปเอง เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่เราจะไม่ทะเลาะกัน
ถ้าเรารู้สึกอารมณ์เสียเราก็จะเงียบ
เพื่อเลี่ยงไม่ให้เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต”
ด้านคุณอังกูรเสริมว่า
“การที่เราจะมองต่างกันมันเกิดขึ้นได้
แต่ต้องมีเหตุผล
และยอมรับความคิดของอีกฝ่าย
อย่าเถียงกันเพื่อเอาแพ้เอาชนะ
ดันทุรังแบบนั้นไปไม่ดี ต้องรู้จักยอม
รู้จักแพ้
จะชนะอย่างเดียวคงอยู่ร่วมกันไม่ได้”
ความอบอุ่นภายในครอบครัวอาทรไผท
ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่คนในรุ่นของคุณสุพัฒนาและคุณอังกูรเท่านั้น
แต่มีพื้นฐานครอบครัวที่มีพื้นฐานอบอุ่นมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อคุณแม่
“ตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษของผม
ท่านมีครอบครัวเดียว รักเดียวใจเดียว
จิตใจซื่อสัตย์ ดังนั้นมาถึงรุ่นผม
จึงเน้นเรื่องความรัก
ความเข้าใจในครอบครัวมากที่สุด
ให้รักและเข้าใจกันจากภายในครอบครัวก่อน
จากนั้นจะขยายเติบโตไปยังหมู่บ้าน
สู่ชุมชนที่กว้างขวางออกไปเรื่อยๆ”
ด้านคุณสุพัฒนา
ซึ่งได้รับการปลูกฝังเรื่องการเป็นแม่บ้านแม่เรือนมาตั้งแต่เด็ก
“คุณแม่วางแผนให้ดิฉันเป็นแม่บ้าน
มีครอบครัวที่อบอุ่น
จึงส่งไปเรียนด้านการเรือนที่ต่างประเทศ
เราได้ดำเนินรอยตามคุณแม่มาตลอด
จนครอบครัวอาทรไผทได้รับรางวัลครอบครัวประชาธิปไตยไปเมื่อประมาณ
4 ปีก่อน
และตัวดิฉันเองได้รับรางวัลแม่ดีเด่นหลังจากนั้นอีกประมาณ
2 ปี”
ด้วยเหตุนี้ทั้งคู้จึงมีความเชื่อว่า
การที่คนเติบโตขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นของความรัก
ย่อมส่งผลดีมาถึงรุ่นลูกรุ่นหลานในภายหลัง
ซึ่งในปัจจุบันลูกๆ
ทั้งสองคนของคุณสุพัฒนาและคุณอังกูร
ที่แม้ต่างจะมีครอบครัวกันแล้ว
แต่ทุกคนยังคงพักพิงกันอย่างอบอุ่นอยู่ภายในบ้านหลังเดียวกัน
ที่นี่จึงเป็นครอบครัวใหญ่ ที่มีคุณพ่อ
คุณแม่ ที่ใช้ความเข้าใจ คอยให้ความรัก
ความเอาใจใส่ในการเลี้ยงดูลูกเรื่อยมา
“ดิฉันไม่ตีลูกเลยค่ะ
จะเลี้ยงลูกด้วยเหตุผล
จะสอนว่าสิ่งนั้นดีหรือไม่ดีอย่างไร
เพราะถือว่าพ่อ
แม่ต้องเป็นที่ปรึกษาให้กับลูกได้ทุกเรื่อง
ลูกๆควรที่จะเดินเข้ามาคุย
หรือเล่าอะไรให้พ่อแม่ฟังได้ทุกอย่าง
บางครอบครัวลูกจะไม่กล้าเล่า
ถ้าเขาไม่กล้าเข้ามาหาเรา
เขาก็ต้องไปปรึกษาเพื่อนซึ่งเมื่อเทียบกับเรา
ซึ่งเป็นพ่อแม่
มีทั้งประสบการณ์และความรักให้ลูกอย่างเต็มเปี่ยม
ย่อมจะให้คำปรึกษาได้ดีกว่า”
ด้านคุณอังกูรคุณพ่อใจดี
กล่าวเสริมว่า
“เราต้องสัมผัสลูกๆ
ด้วยความรัก
ซึ่งจะทำให้ลูกๆรู้ว่าเรารักเขา
และทำให้พวกเขารู้สึกอบอุ่น สำหรับลูกๆ
ผมไม่ต้องดุว่าเลย
เพราะเขามีระเบียบของเขาอยู่แล้ว
คอยให้แต่ความรัก ความอบอุ่น
ซึ่งผมให้ได้ทั้งใจครับ”
สำหรับบทบาทผู้ใหญ่ที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการเลือกคู่ครองให้กับลูกๆ
ทั้งคู่ไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์มากมาย
เนื่องจากทั้งคู่มองว่าลูกๆคือผู้ที่จะไปใช้ชีวิตอยู่กับคนที่เขาเลือก
ดังนั้นคำแนะนำมีเพียงขอให้ลูกๆ
เลือกคู่ครองที่เป็นคนดี และรักกันจริง
ดังนั้นที่คุณอังกูรได้ให้คำแนะนำในการครองเรือนเรื่องความเข้าใจ
และให้เกียรติกันว่า
“การอยู่ร่วมกันเราต้องให้อีกฝ่ายสบายใจเสมอ
ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม
อย่าให้อีกฝ่ายต้องคิดมาก
และก่อนอยู่ด้วยกันก็ควรศึกษาว่า
อะไรคือสิ่งที่เขาชอบหรือไม่ชอบ
ผมเองเคยพูดเสมอว่า
การแต่งงานเหมือนการลงเรือไปด้วยกัน
เมื่อลงไปแล้ว พายไปทางไหนก็ต้องไป
อย่าพายสวนทางกัน อย่าโดดหนีจากเรือ
หรือทำให้เรือล่ม
ดังนั้นก่อนแต่งงานต้องตัดสินใจให้ดี
ต้องศึกษากันให้ดีก่อน
โดยเฉพาะเดี๋ยวนี้ผู้ชายก็เก่ง
ผู้หญิงก็เก่ง หากไม่มีใครยอมใคร
ครอบครัวก็พังแน่ๆ
และนอกจากจะต้องยอมกันบ้างแล้ว
ยังต้องไม่เอาเปรียบกัน
ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา โอนอ่อนผ่อนตาม
อย่าแข็งเข้าหากัน”
ด้านคุณสุพัฒนามีมุมมองว่า
ชีวิตครอบครัวที่ราบรื่นนั้น
ต่างฝ่ายต่างต้องเข้าใจในบทบาทของกันและกัน
รับผิดชอบในหน้าที่ของตนเอง
และมีความชอบที่เหมือนกัน
“อย่างคู่ของเรานั้นชอบอะไรที่ใกล้เคียงกัน
ดังนั้นเราจึงไปด้วยกันได้
บางคู่บางคนอายุต่างกัน
มีความชอบ ความสนใจต่างกัน
ทำให้เกิดช่องว่างและไม่เข้าใจกัน”
ปัจจุบันมักจะเห็นทั้งคู่ไปร่วมงานสังคมต่างๆ
ด้วยกันเสมอ สองมือยังจับกระชับแน่น
กับรอยยิ้มแห่งความสุข
แสดงให้เห็นถึงความรักที่พร้อมด้วยความเข้าใจ
ทุกวันนี้จึงมิใช่เพียงทั้งคู่จะมีความสุข
แต่รวมถึงบรรดาลูกๆหลานๆ ในบ้านอาทรไผท
ต่างได้อยู่ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความรักและความอบอุ่นทั่วทุกคน |